มันมีขึ้น เพราะมันต้องมี

เพราะหลงมัวเมาในตัวหนังสือ จึงเกิดเป็นทิฏิความคิดแบ่งแยก
สร้างตัวสร้างตนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ตัวตน" ที่เป็นผู้เลือกแยกแยะสิ่งดีสิ่งไม่ดี และดิ้นรนพยายามผลักไส
กระเสือกกระสนไปตามอำนาจแห่งทิฏินั้นๆ วนเวียนเรื่อยไปเหมือน
งูกินหางไร้ที่สิ้นสุดและนั้นเองที่เรียกว่า "วัฏฏะสงสาร"
การก้าวข้ามวังวนแห่งวัฏฏะ คือการเข้าใจและเห็นแจ้งในทุกสภาวะอารมณ์
ตามความเป็นจริง "ที่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้มันเป็นหรือคิดว่ามันเป็นอย่างที่เราคิด"
ทั้งความสุข ความทุกข์ หรือเรียบเฉย ทั้งความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความละโมบ
โลภมาก หรือความมึนเมาไร้สติ ต่างก็เป็นความปกติของสิ่งที่มันมีขึ้น.......
มันคือการมีโดยพึ่งพิงเหตุปัจจัยให้มันต้องมี มันคือสิ่งมีที่ถูกสิ่งอื่นปรุงแต่งขึ้น
และหากเธอยังไม่เข้าใจมันอย่างแจ่มแจ้งลึกซึ้งต่อสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง
นั้นนั่นเองจะเป็นเหตุและปัจจัยไปปรุงแต่งสภาวะอารมณ์ใหม่ให้มีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ
อย่างไม่มีสิ้นสุด
ในทางกลับกันหากเธอเห็นแจ้งชัดต่อสิ่งที่มันมีขึ้น สภาวะอารมณ์ที่จะเป็นเหตุ
และปัจจัยให้ไปสุขไปทุกข์ก็ขาดตอนลง สิ่งปรุงแต่งที่จะมีขึ้นก็ถูกระงับลงด้วย
ปัญญาจากความเข้าใจ ดังคำที่ว่า "เตสัง วูปสโม สุโข การเข้าไปสงบระงับของ
สังขารเหล่านั้นได้ เป็นสุข"
แต่โปรดจงอย่าไปเข้าใจว่า มีใครที่เข้าไประงับสิ่งใดไม่ให้เกิด หรือมีบุคคลหนึ่ง
บุคคลใดไปเข้าใจอะไรอย่างแจ่มแจ้งชัดไม่ได้ เพราะมันมีเพียงธรรมชาติรู้ธรรมชาติ
การเข้าใจสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่เป็นมายาก็เป็นสิ่งเดียวกันกับมายาทั้งหลายที่มีเหล่านั้น
แต่ก็ต้องอาศัยมายาเหล่านั้นที่มีอยู่ให้มันได้เข้าใจตัวมันเองอย่างถ่องแท้ จนมันสามารถ
สลายความยึดมั่นและความเชื่อในตัวมันเองลงได้ และเป็นอิสระได้จากทุกๆ สิ่งที่มัน
ปรากฎมีขึ้นให้รับรู้ โดยไม่ต้องวุ่นวายดิ้นรนรักษาความเป็นปกติของจิตใดๆ เอาไว้
หรือไม่ต้องกระเสือกกระสนเพื่อสร้างอะไรๆ ให้มันมีขึ้น หรือโง่งมไปขจัดขัดเกลาอะไร
ให้หมดลง เพียงแต่ทำความเข้าใจในสิ่งที่ตัวเธอมีตัวเธอเป็นอยู่แล้วให้เข้าใจอย่าง
แจ่มแจ้งกระจ่างชัดเท่านั้นก็เกินพอ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น