บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก ตุลาคม, 2020

ยอดแห่งธรรม

รูปภาพ
ยอดแห่งธรรม ไม่จำเป็นต้องแฝงเร้นอยู่ภายใต้ภาษาที่คมคายหรือออกจาก ปากท่านผู้ทรงธรรมใดๆ ไม่......หากแต่มันอยู่ภายในความคิด ภาษาและคำพูด ที่แสนจะธรรมดาๆ ของเราๆ ท่านๆ นี้เอง......... เมื่อไหร่...ที่เธอได้ยินเสียงพูดในหัวก่อนจะพูดออกมา หรือแม้กระทั่งในขณะที่ อ่านบทความอยู่นี้ นี่เองคือธรรมทั้งหมดแปดหมื่นสี่พัน ที่ใครหลายๆ คนเทียวออก ค้นหาอย่างน่าเวทนา มันไม่ใช่เรื่องวิเศษพิศดารแนวแฟนตาซี หรือเป็นเรื่องไกลตัวที่ออกนอกอวกาศอย่าง หนังแนว ไซ-ไฟ ก็ไม่เลย และมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของเหล่าโยคีนักบวชก็หาไม่ หากแต่มันคือเรื่องธรรมดาๆ ที่แสนจะธรรมดาที่มันมีมันเป็นอยู่แล้วในเราทุกคน แต่เป็นเพราะเราไม่รู้เท่าทันความคิด มันจึงหลอกหลอนตัวมันเองให้ต้องไปมีไปเป็น ไปสร้างไปทำ ไปบำเพ็ญไปขจัดขัดเกลา ออกไล่ล่าตามหาสัจจะธรรมกันให้วุ่นวาย ยอดแห่งธรรม จะปรากฎขึ้นเมื่อเราหยุดแสวงหา หยุดเชื่อฟังคำสั่งของความคิด ปลดเปลื้องตัวตนผู้ทรงธรรมทั้งหลายแหล่ที่เคยเชื่อถือลงให้หมดสิ้น เหลือไว้แต่ ใจดวงเดิมของความเป็นมนุษย์ที่ไร้เดียงสาและเบิกบานดวงนั้น แล้วเฝ้ามองทุกสิ่ง ที่เกิดมีให้รับรู้อยู่เพียงเท่านั้น ปล่อยให้ปัญญาจ...

แบ่งแยกอยู่ในความคิด

รูปภาพ
  ไม่มีการแบ่งแยก.....เมื่อพ้นจากห้วงความคิด ไม่มีสิ่งนั้น ไม่มีสิ่งนี้ ตามอย่างที่คิดหรือตามที่ตำราที่กล่าวไว้ ไม่มีซ้ายไม่มีขวา ไม่มีกลาง........ เมื่อไหร่ที่ยังมีความรู้สึกว่ายังมีสิ่งนั้น สิ่งนี้ สิ่งนั้นใช่ สิ่งนั้นไม่ใช่ สิ่งนี้ถูก สิ่งนี้ผิด มีผู้ตรวจสอบและสิ่งที่ถูก ตรวจสอบอยู่ เธอก็ยังไปไม่พ้นจากสิ่งสมมติและ “โลกแห่งความคิด” อยู่นั้นเอง "สมมติ" ไม่ใช่สิ่งถูกผิด เพราะสิ่งถูกผิดก็ยังเป็นเพียงสิ่งสมมติ มันจึงไม่จำเป็นต้องไปเพิกถอนสมมติหรือ ไล่ล่าขจัดมันให้ต้องวุ่นวายใจ เพียงศึกษามันให้เข้าใจให้ได้ว่า "สิ่งสมมติมันก็คือสิ่งสมมติ" เปิดใจให้กว้าง อย่ารักด้านหนึ่ง แล้วชิงชัง อีกด้านหนึ่ง อย่ายึดมันไว้ หรือปล่อยมันไป รูปแบบที่แท้จริง คือ ไร้รูปแบบ ไร้ดี ไร้ชั่วไร้ถูก ไร้ผิด มีเพียงการปรุงแต่งที่ “ไม่มี” โดยตัวมันเองเท่านั้นที่ “มีอยู่จริง” อย่าเชื่อทุกอย่างที่คิด เพราะความคิดไม่ใช่ความจริง ความจริงไม่จำเป็นต้องอาศัยความเชื่อ ผู้ที่ยังมีความ เชื่อ คือผู้ที่ยังไม่พบความจริง ผู้ที่พบความจริงแล้วจะเป็นอิสระจากความเชื่อ จากกาล เวลา และความคิด ทั้งปวง...

เราต่างเป็นเพียงเรื่องราว

รูปภาพ
เธอและฉัน ต่างเป็นเพียง เรื่องราวของกันและกันเท่านั้นจริงๆ ฉันคือสิ่งที่เธอรับรู้และเธอก็คือสิ่งที่ฉันรับรู้ ฉันและเธอต่างก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ของกันและกัน สิ่งที่เธอเห็นคือเรื่องราวความทรงจำ ทั้งหมดที่มีต่อฉัน ซึ่งความจริงแล้ว เธอไม่เคยเห็นปัจจุบันของฉันเลย ......ตลกดีไหม !!! เรารับรู้สิ่งต่างๆ ผ่านทางความทรงจำ สิ่งที่ไม่มีอยู่ในความทรงจำ ต่อให้สิ่งนั้น ประจักษ์เห็นอยู่ตรงหน้ามันก็เหมือน ............ไม่มี !!! เราต่างอยู่เพื่อสร้างเรื่องราวให้กันและกัน เป็นเพียงความทรงจำของกันและกัน...... เพื่อวันหนึ่ง ทั้งเธอและฉันจะเป็นเพียงเรื่องราว ที่จางหายไปจากความทรงจำ............

ต่อให้ไม่เชื่อ ก็ยังเชื่ออยู่ดี

รูปภาพ
หากเธอสำคัญตนว่ามีตน เธอก็จะหลีกหนีความเป็นตัวตนของผู้ไม่บริสุทธิ์ตามอุดมคติแห่งมานะทั้ง ๙ วนเวียนวุ่นวายเป็นงูกินหาง อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ต่อให้เธอพยายามฝึกตนอยู่สักเท่าใดก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปจากความเป็นตัวตนของความเป็นเธอไปได้  เพราะเรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้นจากความเชื่อและสำคัญตนว่ามีตนอยู่จริง มันไม่ใช่การ "ไม่เชื่อ" ว่าตัวตน นั้นมีแล้วเรื่องจะจบ เพราะการทำอย่างนั้นมันยิ่งไปเพิ่มความเห็นผิดให้ยิ่งเชื่อกันเข้าไปใหญ่ถึงการมีอยู่ จริงของตัวตนถึงเธอจะบอกว่าไม่เชื่อ เธอก็เชื่ออยู่ดีว่าเธอนั้นไม่เชื่อ..... มันไม่มีใครสามารถขจัดความเป็นตัวตนได้หรอก เพราะมันไม่มีใครไปทำอะไรมาตั้งแต่ต้น ทุกสิ่งล้วนเกิด จากความเข้าใจผิดและคิดเอาเองของกระบวนการทางความคิด หากเธอเข้าไปเห็นจนเข้าใจได้ว่าแท้จริง แล้ว ความเป็นตัวตนของเธอนั้นมันคืออะไร จนสามารถเป็นอิสระได้จากมัน การค้นหาและความพยายาม ต่างๆก็ยุติลง ความเข้าใจอย่างถึงที่สุดต่อความคิดคือการรู้ว่า "ทั้งสิ่งที่คิดว่า มี และ ไม่มีล้วนเกิดขึ้นจาก "ความคิด" และ ในเมื่อ"ความคิด" คือ "สิ่งที่มีไม่จริง" สิ่งที่เกิ...

ความไม่มี คือความมี

รูปภาพ
เมื่อเห็นว่า ธรรม นั้น “มี” จึงมี ชาติ แห่งการเกิดของ "ความมี" ในธรรมนั้น เมื่อเห็นว่า ธรรม นั้น “ไม่มี” ก็มี ชาติ แห่งการเกิดของ "ความไม่มี" ในธรรมนั้น ทั้งความมีและความไม่มีล้วนเป็นธรรมที่มีการเกิด สิ่งใดมีการเกิดสิ่งนั้นเป็นมายา เธอจึงยอมรับหรือ ปฏิเสธอะไรๆ ไม่ได้ ด้วยเพราะมันไม่มีอะไรมีหรือไม่มี อะไรจริงหรือไม่จริง

เสียงของความคิด

รูปภาพ
เธอได้ยินเสียงของความคิดไหม ? ใช่ !!! ....เสียงอ่านที่เธอกำลังรับรู้อยู่ในขณะนี้ เสียงที่เธอยอมรับและเชื่อฟังมัน เสียงที่คอยวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามและคอยตัดสินกับทุกสิ่งที่เธอได้สัมผัสและรับรู้ เสียงที่คอยแสดงเหตุผลเพื่อรองรับความมีอยู่ของตัวเธอ เสียงที่มีมาพร้อมกับความมีตัวตนของเธอ และเสียงที่คอยกีดกันกั้นขวางเธอจากความรักที่บริสุทธิ์ของธรรมชาติ เธอคอยเดินตามและยอมให้เสียงเหล่านั้นมันบงการชี้นำเธอมานานเท่าไหร่แล้วหนอ กี่ครั้งแล้วที่เธอค้นหาวิธีเพื่อจะหยุดเสียงเหล่านั้นให้หายไป..........แต่ก็ทำอะไรมันไม่ได้เลย เพียงเธอคอยฟังเสียงพร่ำบ่นเหล่านั้นที่สลับกันไปมาระหว่างเสียงของความเงียบ จนเมื่อเธอได้เข้าใจถึงต้นตอและที่มาของเสียงเหล่านั้น เธอจะเป็นอิสระจากมัน เธอจะไม่อยู่หลังมันอีกต่อไป เธอจะสามารถเข้าไปโผกอดกับธรรมชาติที่เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อเธอได้อย่างสุดใจ แล้วเสียงความคิดของเธอก็จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันกับเสียงของ นกน้อย สายน้ำและสายลม

สิ่งรู้ไม่มีคิด......เมื่อรู้คิดก็สิ้นรู้

รูปภาพ
ยิ่งปล่อยวาง ยิ่งยึดติด เพราะหลงไปยึดติดกับการปล่อยวาง ยิ่งหยุดคิด ยิ่งนึกคิด เพราะหลงไปคิดสิ่งที่อยากหยุดคิด ยิ่งกำจัด ยิ่งสร้าง เพราะหลงไปสร้างสิ่งที่ไปกำจัด ยิ่งอยากสงบ ยิ่งวุ่นวาย เพราะหลงไปวุ่นวายกับมายากลแห่งความสงบ ยิ่งค้นหา ยิ่งหลงทาง เพราะหลงไปคิดว่ามันมีสิ่งที่ต้องค้นหา เพราะไม่รู้ว่ากำลังหลง เราจึงหลงอยู่ในเรื่องที่รู้ ทำให้เรายิ่งไม่รู้...ว่าไม่รู้ เราจึงคิดว่ารู้แต่ไม่รู้ว่าคิด

ความงาม ของ ความจริง

รูปภาพ
เธอเคยเห็น.....ความงดงามของทุกสิ่งตามความเป็นจริงไหม มองทุกสิ่งอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่สิ่งที่มันต้องเป็น เฝ้ามองอย่าง ที่ไม่มีตัวเธอเป็นผู้เฝ้ามอง เฝ้ามอง โดยที่ไม่ต้องเรียกสิ่งนั้นสิ่ง นี้ว่ามันคืออะไร เมื่อไม่มีผู้จับจ้องและสิ่งที่ถูกจับจ้อง ทุกสิ่งจึงผสานหลอมรวม เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อไม่มีม่านมายามาคอยกำหนดสิ่งนั้น สิ่งนี้ว่าต้องเป็นอะไร ทุกสิ่งจึงเผยความจริงออกมา เธอจะสัมผัส ได้ถึงความงดงามของความเป็นจริงที่อยู่เหนือกาลเวลา และเป็น อิสระได้จากทุกสิ่ง เมื่อนั้นเธอก็จะพบความงดงามที่แท้จริงของ เธอเช่นกัน

คำตอบของทุกคำถาม

รูปภาพ
  เหตุแห่งทุกข์ คือความไม่รู้จักทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ และเหตุแห่งทุกข์ ก็คือความไม่รู้ ที่ไม่รู้ทุกข์และเหตุ ของมัน เวียนวนสลับโยนกันไปมาเพราะความไม่รู้ จักคิด.....!! แล้วอะไรคือทุกข์.....? คือทุกสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง .................................. แล้วอะไรคือการเปลี่ยนแปลง.....? คือรูปลักษณะสามกาลที่ไม่ตรงกัน .................................. แล้วอะไรคือรูปลักษณะ.....? คือคำบรรยายอธิบายจากสิ่งที่เห็น ................................. แล้วอะไรคือคำอธิบาย.....? คือคำพูดและความหมายจากความทรงจำ ............................... แล้วอะไรคือความทรงจำ.....? คือภาพจำของความคิด ............................... แล้วอะไรคือความคิด.....? "อริยสัจ" คือความคิด.....!! ................................ .....และนี่เองคือคำตอบของทุกคำถาม...!!! .....และนี่เองคือเหตุของทุกปัญหา ...!!! เพราะไปหลงในเรื่องรู้ เราจึงรู้แต่เรื่องที่หลง จนหลงแยก “ตัวรู้กับสิ่งที่ถูกรู้” ออกจากกัน ไปตามอำนาจของความนึกคิด เธอจึงหลงใน รู้ เป็นงูกินหาง.....!!!

อะไร คือ อะไร

รูปภาพ
"อะไร" คือ "อะไร" มันไม่มีอะไร ในความไม่มีอะไร แต่เพราะไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไร ความเป็นเธอจึงถูกสร้างขึ้น..... พร้อมคำถามที่ว่า "อะไรคืออะไร" ทุกสิ่งที่เธอรับรู้ จากทุกประสาท สัมผัสของเธอ ต่างก็ไม่ได้เป็นอะไร อย่างที่เธอคิด แต่เพราะความไม่รู้ ว่ามันคืออะไร ความหวาดกลัวและ หวาดระแวงต่อสิ่งที่ไม่รู้จึงเกิดขึ้น เธอจึงได้ให้ชื่อ ให้ค่า ให้ความหมาย และสร้างตัวตนของสิ่งนั้นๆ ขึ้น เพื่อ ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยกับสิ่งที่ตน คุ้นเคย แต่แล้ว......เธอกลับหลงเชื่อในสิ่งที่ เธอสมมติขึ้น ว่ามันเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ และเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นจริงๆ อย่างที่ เธอคิด เธอจึงเห็นแต่สิ่งที่คิด ที่เป็น เพียงเปลือกนอกห่อหุ้มความเป็น จริงของสิ่งทั้งหลายเอาไว้............ ความไม่มีอะไรจึงเกิดเป็นมีอะไรๆ ต่างๆ ขึ้นมามากมายเต็มทั่วโลกธาตุ เกิดเป็นตัวเธอตัวฉัน และทุกสรรพสิ่ง เมื่อความเป็นกลางถูกแทนที่ด้วย "ตัวกลาง" (ตัวกู) โลกจึงถูกแบ่งออก เป็นสองข้างในบัดดล ด้วยอำนาจ ของ "ความหลงเชื่อในความคิด" จน กลายเป็นความหลงผิดในความเห็น โลกจึงเต็มไปด้วยความมีอะไร ที่มัน ไม่มีอะ...

ปล่อย - วาง - ว่าง

รูปภาพ
 ขาว ก็ใช่จะบริสุทธิ์ ดำ ก็ใช่ว่าจะโสมม แต่ที่ไปคิดเอาว่าบริสุทธิ์ต้องขาว ก็เพราะไปเชื่อว่าขาวมันบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์ คือความที่ไม่มีอะไร ไปปนเปื้อนและเจือปน มันคือบริสุทธิ์ จากความคิดว่าบริสุทธิ์อีกที มันจึงเป็น อิสระจากทั้งตัวมันเองและทุกสรรพสิ่ง แต่เพราะความเชื่อแบบหลับหูหลับตา เชื่อ จึงทำให้เราต้องวุ่นวายอยู่กับสื่อ สัญลักษณ์และความหมายของความ เชื่อเหล่านั้น มันจึงมีขาวมีดำ มีดีมีชั่ว มีบุญมีบาป มีคาวมีเจ มีแกมีฉัน มีปกติ มีไม่ปกติ มีสงบมีวุ่นวาย มีพุทธะและ มีมาร......... ให้เราต้องวิ่งไขว่คว้าและหลีกหนี บำเพ็ญ และขจัดกันจนวุ่นวาย เพราะความเชื่อถึง การมีอยู่จริงของความคิดที่มันเป็นเหตุ เมื่อเหตุแห่งความวุ่นวายคือความเชื่อ ที่มีต่อความคิด เราจึงต้องให้ความคิด มันเรียนรู้ตัวมันเองจนมันเห็นว่ามันเป็น เพียงแค่ความคิด กระทั่งความคิดมันปลดปล่อยตัวมันเอง จากพันธนาการของความเชื่อ แล้วความ เชื่อที่มีก็กลับคืนสู่โลกด้วยแรงเหวี่ยงของ ปัญญาญาณและนั้นเองคือกระบวนการ ของการปล่อยวางที่แท้จริง ที่ไม่ใช่แค่วลี เด็ดในการทำธุรกิจของนักปฏิบัติธรรม

ประตูสู่การเกิดต่อและหลุดพ้นคือบานเดียวกัน

รูปภาพ
เธอจงใช้ "สิ่งที่มี" ให้ลุสู่ "ความไม่มี" เพื่อข้ามพ้นไปจากทั้งความที่มีและไม่มี เธอสามารถเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจเพื่อปลดปล่อยจิตใจของเธอสู่ความเป็นอิสระได้จากทุกสิ่งที่เธอ สัมผัสและรับรู้ ประสาทสัมผัสต่างๆ ที่เธอมี คือประตูสู่ความเป็นอิสระที่อยู่แนบชิดติดตัวเธอมากที่สุด ซึ่ง เธอสามารถเลือกที่จะศึกษาและเรียนรู้ให้กระจ่างได้โดยใช้ช่องทางใดก็ได้ เมื่อเธอได้สัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นช่องทางใด สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือภาพและเสียงจาก ความคิดที่มันสร้างขึ้นสิ่งนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด มันมีค่าความเป็นกลางเท่ากันกับ สิ่งทุกสิ่ง แต่เพราะการปรุงแต่งตามความเคยชินที่เคยให้ค่ากับสิ่งสิ่งนั้นมันจึงกลายเป็นสิ่งดี สิ่งเลวขึ้น แล้วเรื่องราวความวุ่นวายต่างๆ ก็เกิดขึ้นตามมาเป็นกระบวนการ มันเป็นการปรุงแต่งซ้ำการปรุงแต่ง เป็นกระ บวนการของความคิดที่คิดซ้ำความคิดที่เกิดขึ้น และซ้ำต่อไปเรื่อยๆ จนก่อให้เกิดการสร้างกรรมต่างๆ นานา เธออย่าพึ่งเหมาคิดไปว่า ความคิด และการปรุงแต่งต่างๆ คือสิ่งผิด แล้วไปมัวขจัดความคิดและห้ามไม่ให้ เกิดการปรุงแต่งใดๆ ขึ้นหละ เพราะ...

เพราะหวาดกลัว เธอจึงปรารถนา

รูปภาพ
อะไรคือสิ่งที่เธอ "หวาดกลัว" อะไรคือสิ่งที่เธอ "ปรารถนา" และอะไรกันที่เป็น "คำตอบ" เพราะสิ่งที่เธอหวาดกลัวและสิ่งที่เธอปรารถนา ล้วนแล้วแต่เป็นตัวผลักดันให้เธอต้องกระทำกรรม อะไรต่างๆ มากมายโดยไม่จำเป็น เธอจึงต้องคอย รักษาสภาพจิตใจของเธอไว้ แล้วรอคอยว่าวันหนึ่ง มันจะเกิดผลอะไรบางอย่างที่ปรารถนาตามมา... ความคิดเห็นเช่นนั้นเป็นเพียงกลอุบายเอาไว้ขจัด ความคิด เพื่อความอยากสงบเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เหตุ ปัจจัยที่จะทำให้เข้าใจอะไรๆ ได้เลย เธอเพียงกักขัง จิตใจมันไว้ในสภาพแวดล้อมที่เธอพอใจ แล้วมันจะ ต่างอะไรกับการหลอกลวงตัวเธอเอง................... การปล่อยให้จิตใจมันเผชิญอะไรๆ ตามความเป็นจริง ในทุกๆ สภาวะ แล้วคอยเฝ้ามองปฏิกิริยาของความคิด อย่างเงียบๆ โดยไม่เข้าไปแทรกแซงยินดีหรือปฏิเสธ นั่นเองคือเหตุปัจจัยของการที่จะทำให้เธอเข้าใจอะไรๆ ได้จริง จนถึงเข้าใจอะไรๆ ได้อย่างถึงที่สุด "มันคือการรักษาโดยที่ไม่ต้องไปรักษา" "มันคือการกระทำโดยที่ไม่มีการกระทำ" เมื่อเธอเข้าใจอะไรๆ ได้อย่างถึงที่สุด เธอจะรู้ได้ด้วยตัวเธอเองว่า แท้จริงแล้ว อะไรคือคำตอบของความปรารถ...

ชีวิตคือสายธารแห่งความคิด

รูปภาพ
เพราะอำนาจผลักดันของพลังแห่ง "ความคิด" ความสงสัยใน "จิตใจ" ของเธอจึงผุดเกิดไม่ขาดสาย เพราะความสงสัยจึงทำให้มนุษย์มีระดับความคิด ที่ซับซ้อนกว่าเหล่าสัตว์ทั้งหลาย สามารถสร้างสรรค์ สิ่งต่างๆ ขึ้นมากมาย ยังความเจริญทางรูปลักษณ์ได้ จนถึงขีดสุด...... แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็ได้ตกเป็นเครื่องมือ ของความคิดและจมอยู่ในมันโดยไม่รู้ตัวก่อร่าง สร้างเป็นลัทธิความเชื่อบูชาความคิดกันเป็นล่ำ เป็นสัน จึงทำให้สถานะของมนุษย์ตกหล่นล่วง ลงไปอยู่ในระดับของความเป็น "คน"....... ที่หมายถึงต้องเวียนวนเรื่อยไปในห้วงสมุทรแห่ง ความคิดที่ถูกแรงของความอยากแกว่งไกวกวนวน ให้ดิ้นรนแบกความสงสัยในความคิดเรื่อยไปอย่าง ไม่รู้จบรู้สิ้น......... จนกว่าเขาเหล่านั้นจะตระหนักรู้ได้ถึงการตกอยู่ในห้วง ของความคิดและพาจิตใจของตัวเองให้ทะลึ่งพรวดขึ้น จากวังวนแห่งกระแสของความคิด จนจิตใจเขาเป็นอิสระ ได้จากมัน......... เมื่อนั้นสถานะของความเป็นมนุษย์ก็จะกลับคืนมาเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปสร้างอะไรหรือไปดับอะไรและความ สงสัยในจิตใจของเธอก็จะหายไปในบัดดล เมื่อเขาเข้าใจ แล้วว่าทั้งตัวคำถามและคำตอบต่างก็ไม่ได้มีอยู่...

เมื่อไม่เกิด จึงไม่ถูกทำลาย

รูปภาพ
เมื่อไม่ "แสวงหา" เธอจึงไม่เกิด เมื่อไม่ "เกาะเกี่ยว" เธอจึงไม่ถูกทำลาย ............................. เพราะความหวาดกลัว เธอจึงต้องหาสิ่งพึ่ง เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ เธอได้ผูกมัดมันไว้กับ ความเชื่อ ขนบ และเหตุผลต่างๆ เพื่อให้รู้สึก ปลอดภัย และไม่เคว้งคว้าง จิตใจของเธอจึง อ่อนแอและขาดอิสระภาพตั้งแต่บัดนั้น .............................. เธอได้ลากจูงจิตใจของเธอด้วยการกระทำ และความคิดแผลงๆ ต่างๆ นานา ด้วยอิทธิพล จากความเชื่อที่ถูกล่อลวงด้วยความคิด จิตใจ ของเธอจึงบอบช้ำจากการเกิดและถูกทำลาย นับครั้งไม่ถ้วน ................................ เธอเพียงทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างตรงไปตรงมา ไม่เข้าแทรกแซงหรือยินดี ยินร้ายกับทุกปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ผลัก ไสหรือดึงมันไว้ ปล่อยให้ทุกอย่างมันดำเนินไป อย่างที่มันเป็น เมื่อนั้นเธอจะเข้าใจด้วยตัวเธอ เองว่า มีเพียงความคิดของเธอเท่านั้นที่คอยปั่น หัวเธอเล่นให้วุ่นวายไปมา ................................... เมื่อเธอเข้าใจว่าอะไรมันคืออะไร การดิ้นรน แสวงหาของเธอก็จะหยุดและจบลง เมื่อการ แสวงหาไม่มี จิตใจของเธอมันจึงไม่เกิด ....

ทุกข์ - เกิด เกิด - ทุกข์

รูปภาพ
หากเธอปฏิเสธการมีอยู่ของ “ความทุกข์” ก็เท่ากับเธอปฏิเสธการมีอยู่ของชีวิต..... หากเธอยอมรับการมีอยู่ของ “ความทุกข์” ก็เท่ากับเธอยอมรับและจำนนต่อชีวิต..... เมื่อไหร่ที่เธอหนีทุกข์ เมื่อนั้นเธอกำลังทุกข์ เมื่อไหร่ที่เธอรู้ว่ากำลังทุกข์ เมื่อนั้นความทุกข์จะเป็นอดีต เมื่อไหร่ที่เธอเห็นความทุกข์ เมื่อนั้นเธอกำลังเข้าใจทุกข์ เมื่อเธอเข้าใจว่าอะไรคือทุกข์ เมื่อนั้นเธอจะเป็นอิสระจากทุกข์ "ทุกข์" จึงใช่ว่ามันจะมีหรือไม่มี หากเธอปฏิเสธมัน ก็เท่ากับเธอปฏิเสธการมีอยู่ของชีวิต หรือแม้หากเธอ ยอมรับมัน ก็เท่ากับเธอยอมจำนนแล้วจมดิ่งไปกับมัน....... ทุกข์ จึงเป็นของคู่ประจำชีวิต หากรู้สึกว่ายังมีชีวิตก็ไม่มีใครที่จะสามารถหลุดพ้นจากบ่วงทุกข์ไปได้ ถึงแม้ ผู้ที่รู้แจ้งในทุกข์ ก็ทำได้เพียงเป็นอิสระได้จากมัน เพราะเมื่อไหร่ที่ชีวิตถือกำเนิด ความทุกข์ก็เกิดขึ้นมา พร้อมกัน ทางเดียวที่จะยุติวงจรนี้ได้นั่นคือการเข้าใจว่าอะไรคือชีวิต เพื่อการไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป.....

รู้ ก็ไม่ใช่ รู้

รูปภาพ
  เมื่อเธอมองไปยังสิ่งต่างๆ............สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมันไม่ได้เป็นอะไรเลย แม้กระทั่งความไม่เป็นอะไรเลย ก็ไม่ใช่สิ่งที่มันเป็น.............. ทุกสิ่งล้วน.....ไร้ซึ่งความหมายและลักษณะแต่ก็ไม่ได้หมายถึง "ความไม่มี" ของลักษณะ และความหมายเหล่านั้น "สิ่งใดที่มีลักษณะ สิ่งนั้นคือมายา" สิ่งต่างๆ ที่เธอเห็นและความเป็นเธอ จึงมีค่าความเป็น "มายา" เท่าๆ กัน มันจึงไร้ซึ่งลักษณะของ คนหรือสัตว์ ผักหรือเนื้อ ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป เกิดหรือดับ การบรรลุหรือ  การไม่บรรลุ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะรูปแบบของความคิดที่มันสร้างขึ้น เมื่อลักษณะต่างๆ เป็นเพียง "มายา" แล้วใครเล่าที่กำลังกำจัดกิเลส ใครเล่าที่กำลังเดินบนหนทาง  อัน ประเสริฐและใครเล่าคือผู้บรรลุธรรม  

ความรู้ คือเงาจากอดีตของความคิด

รูปภาพ
รู้เจนจบ เรื่องโลก แต่ไม่รู้จักโลกของตัวเอง... รู้ทำไม รู้เจนจบ เรื่องทุกข์ แต่ไม่รู้จักทุกข์ของตัวเอง... รู้ทำไม รู้เจนจบ เรื่องสุข แต่ก็ทำให้คงอยู่ตลอดไม่ได้... รู้ทำไม รู้เจนจบ เรื่องสมาธิ แต่ใช้มันให้พ้นทุกข์ไม่ได้... รู้ทำไม รู้เจนจบ เรื่องจิต แต่ยังขังมันด้วยกรอบความคิด... รู้ทำไม รู้เจนจบ เรื่องเกิดใหม่ แต่ไม่รู้หนทางที่ไม่ต้องเกิด... รู้ทำไม เพราะความไม่รู้ จึงทำให้เธอหลงในเรื่องที่รู้ และเพราะความรู้ มันจึงทำให้เธอเชื่อในเรื่องที่หลง เรื่องที่รู้ ก็คือเรื่องที่คิด ที่มีเธอผู้คิดก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อไหร่ที่เธอเห็นว่าตัวเธอนั่นเองคือความคิด และ ทุกความคิดมันเป็นเหมือนอากาศ ที่ไร้ตัวตน เมื่อนั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรอีกต่อไป

จักรวาลและสารโลก

รูปภาพ
 “จักรวาล” ไม่เคยอยู่นอกโลก หากแต่เราคือส่วนหนึ่งของมัน “ธรรมชาติ” ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหวนคืน เพราะเราไม่เคย “จากมา” เพราะคิดว่ามีฟ้ากั้น จักรวาลและตัวเธอจึง "แยกจากกัน" เพราะคิดว่า "ธรรมชาติ" คือสิ่งที่เธอทอดทิ้ง เธอจึงดิ้นรน เพื่อหาทาง "กลับคืน" ความสงบสุขและร่มเย็น ถูกสร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์ แห่งความสำเร็จของ "ยอดมนุษย์" ซึ่งย้อนแย้งยิ่งนัก ต่อเป้าหมายอันสูงสุดที่เราได้ท่องอ่าน สิ่งเหล่านี้คือ "สายธารแห่งสารโลก" ที่ไหลเวียนวนเป็นวัฏฏะแห่ง ความคิด ที่มีเธอคอยขับเคลื่อนให้ไหลเรื่อยไปตามแรงผลักดันของ "ความไม่รู้"....... "ความคิด" ไม่เคยปิดบังอะไรจากอะไร แต่เพราะความเข้าใจผิดที่มีต่อโลก จึงทำให้เธอหลงคิดสร้างอะไร ต่างๆ ขึ้นมามากมาย จนกลายเป็นปริศนาที่ต้องหาคำตอบกันข้ามโพ้นขอบ "จักรวาล"....... แต่เมื่อไหร่ที่ "ปริศนา" ของโลกถูกคลี่คลายลง จนหมดสิ้นสิ่งสงสัย จักรวาลที่เคยเห็นว่ามันอยู่แสนไกล  กลับแนบชิดติดกายจนกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ธรรมชาติที่เคยดิ้นรนเพื่อกลับคืนสู่จริงแท้แล้ว มันไม่เคยมีอะไรจา...

แปดหมื่นสี่พัน ในขณะจิตเดียว

รูปภาพ
 เมื่อเธอนั่งอยู่ตรงข้ามฉัน................... ที่เธอเห็นฉันได้.....นั่นเพราะ วิญญาณ ที่เธอเข้าใจว่าเป็นฉัน.....นั่นเพราะ สังขาร ที่เธอรู้ว่าเป็นฉัน.....นั่นเพราะ สัญญา ที่เธอรู้สึกต่อฉัน.....นั่นเพราะ เวทนา และฉันคือสิ่งๆ หนึ่งที่เธอรับรู้.....นั่นคือ รูป ภาษาที่แตกต่าง ความหมายใช่จะแตกต่าง แต่เพราะมัวลูบคลำอยู่แต่เพียงภาษา เราจึง ไม่รู้จักมัน.................. เราให้ความหมายของภาษาที่เชื่อเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เป็นของวิเศษล้ำค่าและศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ยกให้เป็น เรื่องของกลุ่มบุคคลไป มันจึงทำให้เรายิ่งห่างไกล จากสิ่งที่ใกล้ตัวเราที่สุด........ คำว่าขันธ์ ๕ มันก็คือ "ทั้งหมดของความเป็นเรา" มันคือกระบวนการทำงานและสืบต่อแปรค่าของ ความคิด และมันรวมเป็นหนึ่งอยู่ในทุกๆ ขณะจิต หาได้แยกอยู่กันคนละส่วนอย่างที่เข้าใจไม่ เพียงเสี้ยววินาทีที่คิด นั่นคือเสี้ยววินาทีที่ขันธ์ ๕ มันทำงาน ซึ่งตัวความคิดนั้นเองที่เป็นขันธ์ ๕ เมื่อเธอเข้าใจความคิดได้อย่างกระจ่าง จนเป็น อิสระได้จากมัน เมื่อนั้นขันธ์ทั้ง ๕ มันก็ถูกวางลง ด้วยตัวของมันเอง......

เมื่อเธอเห็นภาพ เธอจะสัมผัสไม่ได้ถึงดวงตา

รูปภาพ
เมื่อเธอรู้สึกได้ว่าคิด - เมื่อนั้นเป็น "จตุตถฌาน" เมื่อเธอเห็นความคิด - เมื่อนั้นเป็น "อากาสานัญจายตนะ" เมื่อเธอรู้สึกได้ถึงผู้คิด - เมื่อนั้นเป็น "วิญญาณัญจายตนะ" เมื่อเธอเห็นผู้คิดว่ามันคิด - เมื่อนั้นเป็น "อากิญจัญญายตนะ" เมื่อเธอเห็นผู้คิดเป็นเพียงความคิด - เมื่อนั้นเป็น "เนวสัญญานาสัญญายตนะ" เมื่อเธอเข้าใจว่าสิ่งที่เข้าใจและผู้เข้าใจก็คือกระบวนการหนึ่งของความคิด เมื่อนั้นจึงถึง "สัญญาเวทยิตนิโรธ" ธรรมทั้งมวล รวมอยู่ในสิ่งคิด หากไม่รู้คิด ก็ไม่รู้ธรรม หากกระจ่างใจในความคิดก็แทงตลอดในสรรพธรรม

สรรพสิ่งดำเนินไป อย่างไม่ใยดีเธอ

รูปภาพ
สรรพสิ่ง ดำเนินไป อย่างไม่....ใยดีเธอ เมื่อเธอมองดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่ขึ้นในยามเช้า เธอเชื่อจริงๆ หรือว่าดวงอาทิตย์มันกำลังโผล่ขึ้นมาจริงๆ หากความเชื่อของเธอไม่มีหละ มันจะยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ไหม เมื่อเธอสัมผัสกับสายฝนในยามเย็น เธอเชื่อจริงๆ หรือว่า เธอได้สัมผัสกับสายฝนเย็นๆ นั่นจริงๆ หากความเชื่อของเธอไม่มีหละ มันจะยังคงรู้สึกอย่างนั้นอยู่ไหม เมื่อเธอมองดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เธอเชื่อจริงๆ หรือว่าดวงดาวเหล่านั้นมันอยู่บนท้องฟ้านั่นจริงๆ หากความเชื่อของเธอไม่มีหละ มันจะยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ไหม ปรากฏการณ์ที่มันปรากฏขึ้นให้เธอได้รับรู้ มันจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อ ความคิด หรือ คำกำจัดความใดๆ ของเธอเพื่อให้มันเกิด อย่างนั้นหรือ.....!? หรือมันเป็นของมันอย่างนั้น โดยที่มันไม่เคยสนใจความเชื่อ หรือความคิดของเธอเลย.....!?

ความคิดคือสิ่งใด ผู้คิดคือสิ่งนั้น

รูปภาพ
...สังเกตผู้สังเกต จนเห็นว่าผู้สังเกต คือสิ่งที่ถูกสังเกต เมื่อใช้ปัญญา.........เข้ารวบยอดสิ่งที่เห็น ก็จะกระจ่างแจ้งใจด้วยตัวเองว่า.......... สิ่งที่ถูกสังเกต กับตัวผู้สังเกต แท้จริงแล้วมันคือสิ่งเดียวกัน หากสิ่งที่ถูกสังเกต เป็นเพียงความคิด ผู้สังเกตก็มีค่าเทียบเท่ากันกับมัน...... มันจึงมีเพียงความคิดเท่านั้น ที่เคล้าเคลียอยู่กับความคิด เมื่อความคิดมันเข้าใจแล้วว่าตัวมันเองเป็นเพียงความคิด มันจะปล่อยวางความยึดมั่นที่มี แล้วปฏิวัติตัวมันเองคืน สู่อิสรภาพไปชั่วนิรันดร์

จิตใจ มันกว้างขวางกว่าที่เธอคิด

รูปภาพ
จิตใจของเธอไม่ได้ถูกสร้างมา เพื่อให้ตัดสินอะไรๆ ที่ไร้สาระ ถึงเธอจะมิอาจหยั่งรู้ความกว้างขวาง ของจิตใจใครได้ แต่เธอสามารถรับรู้ถึง ความกว้างขวางของจิตใจเธอเองได้ หากเธอรับฟังและยอมรับเหตุผลต่างๆ ทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ทั้งที่ถูกใจ และไม่ถูกใจ ไม่ตัดสินใครๆ ด้วยตรรกะ ของตัวเอง โดยไม่เป็นการฝืนใจหรือ ดิ้นรนอยู่ภายใน นั่นเองคือสภาพจิตใจที่มันทำงานได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพของมัน มันไม่ได้ ถูกสร้างมาเพื่อตัดสินอะไรๆ ที่ไร้สาระ แต่มันถูกสร้างมาเพื่อรองรับทุกสรรพสิ่ง ให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แล้วเมื่อนั้น เธอจะสัมผัสได้ถึงความกว้างขวางของ จิตใจของเธอเอง....

อิสรภาพจะมีขึ้นเมื่อปล่อยมือออกจากมัน

รูปภาพ
 ธรรมชาติไร้สิ่งถูกผิด ไร้การแบ่งกั้น ไร้เส้นขอบทาง มันจึงเป็นอิสระจากทุกสิ่งแม้ตัวมันเอง อิสรภาพอย่างธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากความอยากที่จะเป็นอิสระ แต่มันจะปรากฏขึ้นเอง เมื่อปล่อยมือออกจากอิสรภาพอันนั้น