บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก มกราคม, 2021

การเข้าใจธรรม คือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใด

รูปภาพ
การเข้ามาศึกษาธรรมนั้น ยังมีหลายท่านที่เข้าใจผิด ยังคิดจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ตามความเชื่อที่ความคิดมันสร้างขึ้น คำว่า "การศึกษา" คือการเรียนรู้ "ธรรม" คือสิ่งต่างๆ ที่มันมี โดยรวมแล้วการศึกษาธรรม คือการเฝ้ามองสิ่งต่างๆ ที่มันมีขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ให้ดูความคิดที่ไม่ใช่การช่วยมันคิด เห็นความคิดมันผลักดันไม่ใช่การไปผลักดันความคิด จนสามารถแยกแยะสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นได้ และเข้าใจความคิดจนเป็นอิสระได้จากมันแล้วเรื่องก็จบ คำว่า "อิสระ" คือการไม่ใส่ใจต่อความมีหรือไม่มี เป็นหรือไม่เป็น ใช่หรือไม่ใช่ เชื่อหรือไม่เชื่อ ต่อความดีหรือความเลวต่อสมาธิหรือฟุ้งซ่าน ต่อความสุขหรือความทุกข์ ต่อปุถุชนหรืออรหันต์ ฯลฯ ความเป็นอิสระคือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใดๆ ตัวตนมันจะมีมันก็มี หรือว่าความเป็นเรามันจะสุขมันจะทุกข์ มันจะเศร้ามันจะดีมันก็เรื่องของมัน เพราะมันคือโลก ที่ต้องเป็นอะไรไปตามอย่างที่โลกมันเป็น ที่ไม่ใช่การหนีโลกหรือการต้องอยู่เหนือโลก ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบแล้วก็อุปโลกน์หลอกตัวเองว่าเป็นผู้แจ้งธรรมและหลุดพ้น ถ้าเช่นนั้นก้อนดินก้อนหินคงเป็นอรหันต์...

ตถาตา

รูปภาพ
๏ เมื่อไหร่ที่เธอหลงและจมไปกับความหมายต่างๆ ของความคิด เมื่อนั้นโลกแห่งจินตนาการเสมือนจริงก็ปรากฏ และเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นมันจางคลาย "ความว่าง" ก็เผยตัว ทุกสิ่งก็คืนสู่ความเป็นธรรมชาติเดิมสลับหมุนเวียนเหมือนเกลียวคลื่นที่ซับกระทบฝั่ง เธอเพียงทำความเข้าใจกับมันให้ถึงที่สุด แล้วเธอจะไม่ใช่เกลียวคลื่นเหล่านั้นอีกต่อไป.....  ๏ คลื่นไม่ใช่น้ำและน้ำก็ไม่ใช่ตัวให้กำเนิดคลื่น แต่เป็นเพราะลมแห่งความคิดที่โบกพัดผิวน้ำให้เกิดเป็นเกลียวคลื่นของสิ่งปรุงแต่งซัดเข้าหาฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่าไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ เลยต่อตัวน้ำ น้ำจึงเป็นอิสระจากคลื่นและลม ต่อให้คลื่นลมจะแรงเพียงใด ก็ไม่สามารถทำอะไรต่อน้ำได้ และตัวน้ำเองมันก็เป็นอิสระจากตัวมันเอง มันจึงอยู่ในสภาวะ ที่ไร้สภาวะ มีตัวแต่ไร้ตน ไร้ต้นกำเนิดและจุดสิ้นสุด จึงเปรียบน้ำคือจิต ความคิดคือลม และสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายคือเกลียวคลื่น มันคือกระบวนการของธรรมชาติที่ทำงานร่วมกันเป็นตถาตาเช่นนั้นเอง.....

ความบริสุทธิ์มันมีประจำอยู่ในทุกสิ่งอย่าง แต่เพราะอยากให้ทุกสิ่งอย่างมันบริสุทธิ์.....ความคิดเธอจึงกลายเป็นมลทิน

รูปภาพ
ความบริสุทธิ์มันมีประจำอยู่ในทุกสิ่งอย่าง แต่เพราะอยากให้ทุกสิ่งอย่างมันบริสุทธิ์.....ความคิดเธอจึงกลายเป็นมลทิน !!! เพราะคิดเอาเองว่า "ความบริสุทธิ์" คือต้องหมดสิ้นซึ่งความชั่ว และต้องมีแต่ความดี เราเลยหลงไล่ล่าขจัดความคิดที่ชั่วร้ายกันเป็นบ้าหลัง อย่างงมงายและโง่เขลา ... สิ่งที่เห็นว่าชั่ว ก็เพราะเชื่อและคิดเอาเองว่ามันชั่ว ... สิ่งที่เห็นว่าดี ก็เพราะเชื่อและคิดเอาเองว่ามันดี เมื่อถามว่า ความดีและความชั่วมันอยู่ตรงไหน ? ......... คำตอบที่ได้ก็คืออยู่ในความคิดของผู้ที่คิดนั้นเอง สิ่งต่างๆ ที่มันเกิดมีขึ้นก็ล้วนแล้วแต่บริสุทธิ์และเป็นอิสระด้วยกันทั้งสิ้น คือบริสุทธิ์และเป็นอิสระ......... ...... จากความดีและความชั่ว ...... จากความคิดและความเห็น ...... จากความเชื่อและความไม่เชื่อ ...... จากสิ่งที่มันต้องเป็นและสิ่งที่มันเป็น "เปรียบดั่งน้ำที่อยู่ในถุงที่ถูกรัดปากไว้ด้วยหนังยางอย่างแน่นหนา ไม่สามารถสร้างมลทินให้กับก้อนสำลีที่ตั้งอยู่ข้างๆ ได้ฉันใด ความคิดต่างๆ ที่เปรียบดังน้ำที่อยู่ภายในถุงแห่งความคิด ก็ไม่สามารถทำอะไรความบริสุทธิ์ได้ฉันนั้น" ทุกสิ่งจึงมีความบริสุทธิ์...

อดีตคือตัวเธอ

รูปภาพ
"ความเป็นเธอ" และทุกการกระทำของเธอคือ “อดีต” ทั้งหมดของเธอเอง อดีต......ที่เป็นเพียงภาพจำที่ไม่มีอยู่จริง......และเธอเองก็คือสิ่งๆ นั้น....!!!

เราสร้างความคิด แล้วความคิดก็สร้างเรา

รูปภาพ
ทุกสิ่งที่เธอเห็นว่า “มีและไม่มี” เป็นเพียงสิ่งที่เธอ “คิด” และสร้างขึ้นมาเอง หากเธอถามว่าอะไรคือความจริงที่ควรค้นหา อะไรคือสิ่งที่ควรศึกษาเพื่อก้าวสู่ความหลุดพ้น อะไรคือสิ่งประเสริฐสูงสุดในการบำเพ็ญเพียร.... คำตอบคือไม่มีความจริงใดให้เธอค้นหา ไม่มีอะไรที่ควรศึกษาและการหลุดพ้น ทั้งไม่มีสิ่งประเสริฐ และการบำเพ็ญ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเธอเองที่สร้างมันขึ้นมาแล้วก็เฝ้ารอสิ่งใหม่ที่เธอจะสร้างขึ้น ลักษณาการต่างๆ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการไหวตัวของมายา ทั้งที่เป็นคำถามและที่เป็นคำตอบ ทั้งคำตอบ คำถาม ตัวผู้ถาม ลักษณะของคำตอบ ลักษณะของคำถาม และลักษณะของผู้ถาม ล้วนแต่เกิดจากความคิดสิ้น ความคิดที่เปรียบเสมือนเงาบนผิวน้ำ ที่ถึงจะเห็นว่ามีแต่ก็ใช่ว่ามันจะมี เปรียบเหมือนเส้นขอบฟ้า ที่เห็นอยู่แต่ก็ไม่ได้ตั้งอยู่จริง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็คือสิ่งนั้น มันจึงไม่มีความจริง หรือสิ่งลวง ไม่มีสิ่งที่ควรศึกษาหรือไม่ควรศึกษา ไม่มีการหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น ไม่มีสิ่งประเสริฐหรือต่ำทราม ไม่มีการบำเพ็ญหรือผู้บำเพ็ญ ไม่มีการกระทำหรือผลของการกระทำ มีเพียงความว่างที่เป็นอิสระอย่างบริสุทธิ์ที่มีอยู่อย่างเป็นนิรันดร์.....

เราหวาดกลัว สิ่งที่เราไม่รู้

รูปภาพ
เราหวาดกลัว สิ่งที่เราไม่รู้ ......... เพราะความไม่รู้ เราจึงหวาดกลัวและเพราะความหวาดกลัวเราจึงสร้างสิ่งพึ่งพิงอันยิ่งใหญ่เอาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในขณะที่ปากก็พร่ำร่ำร้องเรียกหาอิสรภาพอันบริสุทธิ์และดินแดนแห่งความเป็นนิรันดร์ หากเธอยังมีสิ่งให้เกาะเกี่ยวยึดมั่น เธอก็ไม่มีวันเป็นอิสระได้จากสิ่งๆ นั้น เปรียบดั่งนกกาที่ใคร่ยลผืนฟ้ากลางนภากาศ แต่สองปีกก็ยังกอดรังนอนเอาไว้แน่น การไม่เกาะเกี่ยวกับสิ่งใดไม่ใช่การปล่อยวาง ไม่ใช่การกระทำสิ่งใดให้เกิดขึ้นตามความหมายของภาษา แต่มันคือการเข้าไปสัมผัสให้ได้ถึงธรรมชาติเดิมของจิตใจที่เป็นอิสระอยู่แล้วของมัน ไม่ผูกพัน ไม่ยึดมั่นและไม่เคยเก็บสิ่งใดเอาไว้ในมัน สภาพความเป็นอย่างนั้นของจิตใจ ไม่มีคำใด ภาษาใดหรือความหมายใดไปจับต้องได้ สิ่งใดที่ปราศจากการเจือปน สิ่งนั้นย่อมบริสุทธิ์ และเมื่อมันไม่มีลักษณะของการเกิดตายสิ่งนั้นย่อมมีความเป็นนิรันดร์ มันมีอยู่ประจำอยู่แล้วในเราทุกคน

ดอกไม้

รูปภาพ
หากมีดอกไม้วางอยู่ตรงหน้าเธอ.....เธอรู้ได้อย่างไรว่ามันคือดอกไม้ มันบอกเธอหรือ....? หรือเธอเข้าใจเอาเอง !?..... สิ่งที่มันเป็น...กับสิ่งที่เธอให้มันเป็น มันไม่เคยเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด สิ่งที่เธอเห็น...กับดอกไม้ที่เธอคิด มันก็ไม่เคยจะเป็นสิ่งเดียวกัน..... ดอกไม้เป็นเพียงมโนภาพจากความทรงจำที่เธอสร้างเพื่อใช้แทนค่าให้กับสิ่งสดใหม่ที่อยู่ตรงหน้าของเธอ.....ความสดใหม่ ที่ไม่ใช่ปัจจุบันขณะแต่มันคือความสดใหม่ในความเป็นอย่างนั้นอยู่เสมอ.....แต่เมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกหรือรับรู้ได้ต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อนั้นปัจจุบันของเธอจึงมีขึ้น..... หากเธอตระหนักรู้ได้ถึงดอกไม้ที่เธอคิดและเห็นมันแยกออกจากกันกับสิ่งที่เธอเห็นและเห็นว่าตัวเธอเองกับดอกไม้นั้นเป็นของสิ่งเดียวกัน เมื่อนั้นความเป็นอิสระหลุดพ้นจากมายาอันเพ้อเจ้อของโลกแห่งความคิดก็มีขึ้นกับเธอ.....

ก่อนมีฉัน ฉันก็ไม่เคยมี

รูปภาพ
ก่อนมีฉัน ฉันก็ไม่เคยมี เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตเป็นแค่เพียงความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ ฉันไม่เคยมีความสุขหรือความทุกข์ เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเพียงแค่หนึ่งขณะที่คิด หนึ่งขณะที่เห็นเรียงร้อยต่อกันเป็นเรื่องราวประสบการณ์ทางอารมณ์และความคิด เหมือนเศษจิ๊กซอร์ที่ต่อเรียงกันเป็นภาพใหญ่แล้วก็ต้องสลายหายไปเพื่อจะได้ต่อเรื่องราวใหม่ให้มีขึ้น วนเวียนสลับเรื่อยไปไม่มีจบสิ้น..... มันคุ้มแล้วละหรือที่จะยึดถือเอาเศษซากประสบการณ์ภาพลวงตาเหล่านั้นมาเป็นแก่นสาร คุ้มแล้วหละหรือที่คอยวิ่งไล่ตามฟองสบู่ที่หาสาระอะไรไม่ได้เหล่านั้น สุดท้ายแล้วชีวิตมันก็เป็นเพียงเรื่องราวในจินตนาการของเราเท่านั้นจริงๆ.... 

ในความรู้สึกนั้นไร้ซึ่งความคิด

รูปภาพ
ในความรู้สึกนั้นไร้ซึ่งความคิด เมื่อเห็นความคิด ความจริงก็เผยตัว .....ท่านชี้ให้เห็นการ "เกิดขึ้น" ก็เพื่อให้ "รู้สึก" .....ท่านชี้ให้เห็นการ "ตั้งอยู่" ก็เพื่อให้ "รู้สึก" .....ท่านชี้ให้เห็นการ "ดับไป" ก็เพื่อให้ "รู้สึก" "รู้สึก" ให้ได้ถึงกระแสความคิดของประโยคและความหมายของคำว่า เกิดขึ้น / ตั้งอยู่ / ดับไป จนสามารถแยก "ความรู้สึก" ออกได้จาก "ความคิด" แล้วเห็นความคิดว่าเป็นเพียงแค่ความคิดเมื่อปัญญาบ่มตัวถึงขีดสุดมันจะรวบยอดสรุปทุกสิ่งทุกอย่างแล้วปฏิวัติปลดปล่อยตัวเองสู่อิสรภาพจากตัวมันเอง.....

นามรูป

รูปภาพ
  รูป นั่นแหละคือ นาม นามคือสิ่งใด รูปก็เป็นสิ่งนั้น รูปนาม คือสิ่งใด ความว่าง ก็คือสิ่งนั่น   ท่านให้มองลมหายใจ ก็เพื่อให้เห็นความคิด ท่านให้ท่องบ่นพุทโธ   ก็เพื่อให้เห็นความคิด ท่านให้กำหนดก้าวย่าง ก็เพื่อให้เห็นความคิด เพราะธรรมชาติของความคิด มันเป็นอิสระโดยตัวมันเอง ท่านจึงวางกลดักเพื่อให้ไปเจอกับธรรมชาติของมันอันนั้น การได้ประจักษ์กับธรรมชาติเดิมแท้ของตัวเองด้วยตัวเองจึงเป็นสิ่งประเสริฐและสำคัญยิ่งกว่าคำสอนใดๆ ........... เมื่อเธอได้ประจักษ์กับธรรมชาติเดิมของมัน เธอจะยังคงพัวพันอยู่กับมันในลักษณะสื่อภาษาและความหมาย ยังไม่คลายสิ้นซึ่งการยึดถือของมายาลักษณะและการปรุงแต่งของจิต จนกว่าเธอจะเข้าใจสิ่งที่เธอคิดกับสิ่งที่มันเป็นได้อย่างกระจ่างใจ เธอจะเห็นว่า "รูป" นั่นแหละคือ "นาม" นามและรูปคือสิ่งเดียวกัน ความหมายต่างๆ เป็นเพียงความคิดที่ไปอธิบายความคิด และท้ายที่สุดปัญญาของเธอจะสรุปรวบยอดว่า..........."ทุกสรรสิ่งทั้งที่ดำรงอยู่หรือไม่ดำรงอยู่เป็นเพียงความคิดและทุกสิ่งที่เกิดจากความคิด ล้วนแต่เป็นความคิดทั้งสิ้นไม่เว้นแม้แต่ตัวผู้ที่กำลังคิดอ่า...

ไม่มีอะไรในการกำหนดสมาธิ

รูปภาพ
....ในความสงบเงียบที่เธอสร้างขึ้น มันไม่มีอะไรให้เธอดูหรอก เพราะเธอได้ปฏิเสธอะไรๆ มันไปทั้งหมด และพยายามกำหนดบังคับให้อะไรอะไรมันเป็นไปอย่างที่เธออยากให้เป็น แต่เมื่อไหร่ที่เธอไร้ซึ่งเจตนาและอยู่เหนือจิตสำนึกทั้งหมดของเธอได้ เมื่อนั้นเธอก็จะสัมผัสได้ถึงสัจจะที่แท้จริง

สิ่งใดเล่าเปลี่ยน

รูปภาพ
สิ่งใดเล่าเปลี่ยน....สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่สิ่งที่ถูกคิดว่าเปลี่ยน แต่สิ่งที่เปลี่ยนกลับเป็นความคิดที่ไปคิดว่ามันเปลี่ยน "การเปลี่ยน" คือลักษณะของการเปรียบเทียบกันระหว่างความทรงจำกับความคิด ซึ่งเกิดขึ้นภายในเมื่อมีการสัมผัสและรับรู้ ถึงมันจะเกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยพิศดารอย่างไร หรือจะคงที่อย่างน่าเบื่อหน่ายอย่างไรมันก็ยังคงถูกสร้างขึ้นภายในใจข้างในนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยกับสิ่งสิ่งนั้นที่เราเข้าไปรับรู้ สิ่งที่เราเข้าไปรู้ต่อให้เราไม่ไปรับรู้มันสิ่งนั้นก็ยังคงดำรงอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของความคิดที่จะไปให้ค่าแต่อย่างใดไม่ ทุกสรรพสิ่งจึงดำรงอยู่อย่างที่มันเป็นไม่ใช่สิ่งที่เราคิดให้มันเป็นอยู่เดิมแล้วมันคือสัจจะที่อยู่เหนือความจริง มันดำรงอยู่แนบชิดติดกายที่ปลายจมูกนี้นี่เอง....

ผัสสะ

รูปภาพ
ภาพจะน่าเกลียด ไม่ได้น่าเกลียดที่ภาพ แต่น่าเกลียดอยู่ที่ "ตา" เสียงจะน่ารำคาญ ไม่ได้รำคาญที่เสียง แต่น่ารำคาญอยู่ที่ "หู" ขยะจะเหม็น ไม่ได้เหม็นที่ขยะ แต่มันเหม็นอยู่ที่ "จมูก" ของจะไม่อร่อย ไม่ได้ไม่อร่อยที่ของ แต่ไม่อร่อยอยู่ที่ "ลิ้น" สัมผัสจะหยาบ ไม่ได้หยาบที่พื้นผิว แต่มันหยาบอยู่ที่ "กาย" อารมณ์จะไม่น่าพอใจ ไม่ได้อยู่ที่อารมณ์ แต่ไม่พอใจอยู่ที่ "ใจ" เรามัวแต่มองสิ่งภายนอก แต่ไม่เคยกลับมามองใจภายใน สิ่งภายนอกล้วนแต่นิ่งไม่ไหวติง คงเป็นอยู่เช่นนั้นของมัน แต่ภายในกลับไปดึงชักขยับปาก มันเลยโลดแล่นอยู่ไม่เป็นสุข ที่เห็นว่าภายนอกมันเคลื่อนไหว เพราะภายในไปให้ค่า ภายในจึงเป็นดั่งโลกมายาที่ล่อลวงหลอกตาให้โง่งม

สิ่งที่พูดไม่สำคัญเท่าการเห็นสิ่งที่จะพูด

รูปภาพ
สิ่งที่พูด ไม่สำคัญเท่า การเห็นสิ่งที่จะพูด การเห็นคำพูดได้ก่อนจะพูด คือต้นทางแห่งการเป็นอิสระหลุดพ้นจากบ่วงทุกข์ สิ่งที่จะพูดคือสิ่งใด ทุกข์ทั้งปวงก็คือสิ่งนั้นการรู้สึกได้ว่าอยากจะพูด จึงสำคัญยิ่งกว่าการนั่งหลับตาแล้วปฏิเสธการรับรู้อะไร.....

ความคิด สร้างสรรพสิ่ง

รูปภาพ
ความคิด.....สร้างสรรพสิ่งและสรรพสิ่งก็เกื้อหนุนให้ความคิด...สร้างตัวมันเองหมุนล้อเวียนวนรับส่งไปตามเหตุและปัจจัย..........ทุกสรรพสิ่งจึงมีและหมด เกิดและดับ เปลี่ยนแปลงหมุนวนอยู่ภายในโลกแห่งความนึกคิด ที่อิงแอบแนบชิดติดตรึงอยู่กับสภาวะที่พ้นไปจากความคิดฝัน.......เหมือนดั่งคนละฝากฝั่งในเหรียญเดียวกัน... หากชี้ว่านั่นคือความนึกฝัน ความจริงนั้นก็ย่อมเป็นความนึกฝันนั่นด้วย หรือหากชี้ว่าอีกฝั่งมันคือความจริง ความนึกฝันที่อยู่ตรงข้ามก็คือความจริงด้วยเช่นกัน ความฝันนั่นแหละคือความจริง และความจริงนั่นแหละที่เป็นความฝัน ความถูกต้องเที่ยงตรงก็ยังคงเป็นสิ่งผิดพลาดที่สุดสำหรับผู้ยึดมั่นต่อมัน มันจึงไม่อาจยอมรับหรือปฏิเสธอะไรไม่ได้เลยจริงๆ....

ทุกสิ่ง.....ถูกสร้างมาเพื่อทิ้ง

รูปภาพ
ทุกสิ่ง.....ถูกสร้างมาเพื่อทิ้ง.....ต่อให้เราตั้งใจสร้างมันมากเท่าไหร่.....สุดท้ายแล้วมันก็จะถูกทิ้งไปตามกฎของโลกอยู่ดี...... ทุกสิ่ง.....มันจึงเป็นเจ้าของของตัวมันเองโดยกำเนิด ความเป็นอิสระจึงเป็นของเดิมที่อยู่คู่โลก.....มันไม่ใช่เรื่องของการทำใจเพื่อไปปลงอะไรๆ กับโลก แต่มันคือความเป็นธรรมดาของโลกที่มันต้องเป็น...... หากเรามองเห็นกฏข้อนี้ของโลกได้ มันจะทำให้เราใช้ชีวิตกับโลกได้อย่างไม่ถูกโลกกัดกินหรือหากยังไม่สามารถเข้าใจมันได้ อย่างน้อยก็เป็นหนทางเพื่อการวางใจที่ถูกร่องเข้ารอยเพื่อให้โลกมันกัดกินได้น้อยที่สุดก็ยังดี.....

ความคิด...สร้างผู้คิด

รูปภาพ
เมื่อเธอเข้าใจความคิดเธอจะพบกับความจริง ว่าแท้จริงแล้วความจริงนั้นเองคือความคิดและสิ่งที่มันเป็นกับสิ่งที่เธอคิดนั้นมันคนละเรื่องละโลกกัน ไม่เคยมีอะไรๆ อย่างที่เธอคิด เพราะอะไรๆ ทั้งหมดที่เธอคิดมันดำรงอยู่เพียงความคิดของเธอทั้งสิ้นและมันจะยังคงเป็นเพียงความคิดอยู่อย่างนั้นตราบนิจนิรันดร์.....เธอเองก็เช่นกัน