บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก กรกฎาคม, 2020

เราผูกมัดตัวเองด้วยความเชื่อ

รูปภาพ
ความเชื่อที่ประกอบด้วยหลักการและเหตุผล ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดีในสังคมส่วนใหญ่ แต่ในทางกลับกัน ความเชื่อนั้นก็จะยิ่งผูกมัด ตัวตนไม่ให้ไปไหนและจะเป็นทุกข์มากขึ้นโดย ไม่รู้ตัว​

เครื่องมือของความคิด

รูปภาพ
ความคิดเป็นเพียงเครื่องมือ​ แต่อย่ากลายไปเป็นเครื่องมือ ของความคิด​ ความคิดเป็นสิ่งทุกข์​ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์กับความคิด​ ความคิดไม่ใช่เรา​ แต่ความคิดว่ามีตัว เรา มันคือส่วนหนึ่งของความคิด

มองไม่เห็น

รูปภาพ
เราเห็นแต่สิ่งที่คิด สิ่งนอกความคิดเราจึงไม่เห็น สิ่งที่ไม่เห็นก็ใช่ว่ามันไม่มี เพราะสิ่งที่มีมันเห็นไม่ได้ ความฉลาดบดบังปัญญา แต่ก็ใช่ว่าโง่แล้วมันจะเห็น เมื่อปราศจากความโง่และ ความฉลาด มันจะตัดกิริยา อาการเห็นไปเอง เหลือเพียง การรู้ที่ปราศจากการเห็น​ มันจึงรู้โดยที่ไม่ต้องรู้ ในสิ่ง ที่มีโดยที่ไม่ต้องมีความมี

จิตและความอยาก

รูปภาพ
ความอยากไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ความอยาก ต่อให้มีความอยาก ก็ไม่ใช่จิตเป็นตัวอยาก​ แต่ที่เป็นทุกข์เพราะความอยาก ก็เพราะไปหลงคิดว่าความอยาก มันคือจิตและคิดว่า​ จิตคือกู จึงกลายเป็นกูอยาก กูจึงเป็นทุกข์เพราะความอยาก และไม่สมอยาก

สรรพสิ่งแกว่งไกว หรือเป็นเพียงใจเธอ

รูปภาพ
คืนวันหมุนเวียนเปลี่ยนถ่าย​ เกยก่ายด้วยห้วงเวลาแห่งความคิด​ อะไรหนอ คือความเปลี่ยนแปลง อะไรหนอ คือความแกว่งไหว​ อะไรหนอ คือความเชื่องช้าและว่องไว หรือความเป็นจริงมีเพียง​แต่ใจเท่านั้น ที่แกว่งไกวและเปลี่ยนแปลง สรรพสิ่งคงอยู่อย่างไร้ตัวไร้นาม​ ดื่มด่ำกับอิสรภาพที่ไม่หยุดนิ่ง หรือ​ เคลื่อนไหวมาแอบแฝง ต่อให้ขึ้น จากน้ำผ่านเกลียวคลื่น ยืนท้า​ลมจนเห็นทุกสิ่งชัดแจ้ง ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ได้ไปจากเดิม เพราะทุกสิ่งคือสิ่งเดียวกัน​ที่ไม่เหมือนกัน​ ไม่เปลี่ยนผันหรือคงทน​ ทุกสิ่งไร้ซึ่งสิ่งเ ปื้อนปน แต่เพราะสับสนและสงสัยจึงปรุงแต่งต่อเสริม​ จากไสวพลันครึ้มเพราะหมอกเมฆที่ปั้นเสก เข้าแต่งเติม จากหนึ่งสิ่งเป็นแบ่งเพิ่มต่อเติม เป็นเธอฉันและนั้นอะไร

ธรรมชาติของเกลียวคลื่น

รูปภาพ
กระแสลมพัดเฉี่ยวผิวน้ำ ทำให้เกิด​เกลียวคลื่น​โบกพัดตีชายฝั่ง ระลอกแล้วระลอกเล่าอย่างไม่มีวันหยุด​ คือความเป็นธรรมดาของสิ่งธรรมดา​ ที่มันต้องเป็นอยู่อย่างนั้น​ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง​ ตามกฎของธรรมชาติที่แสนธรรมดา​ เมื่อลมก่อให้เกิดคลื่น​ แต่เพราะมี​ "ตัวเรา"  ไปไม่ชอบคลื่น​ จึงคิดอยาก จะห้ามลม​ เกิดการดิ้นรนที่ไร้สาระ​ ต่อสิ่งที่ปราศจากสาระหรือไร้สาระ​ เมื่อหลงไปคิดว่า​ คลื่นลมนั้นคือเรา​ เรานั้นคือคลื่นลม​ คลื่นลมนั้นอยู่ในเรา​ และเรานั้นอยู่ในคลื่นลม​ จึงเกิดเป็น ความวุ่นวายที ่ไม่รู้จบสิ้น​  เพราะความ ไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไร​ จงเดินขึ้นจากน้ำแล้วนั่งดูธรรมชาติ มันทำงานตามหน้าที่ของมันไปอย่าง สบายอารมณ์ไม่ดีกว่าหรือ​ ?

เรากำลังตามหาอะไร

รูปภาพ
เราเคยหยุดถามตัวเองไหมว่า​ แท้จริงแล้วเรากำลังตามหาอะไรในชีวิต​ แน่หละ! หลายคนคงตอบว่า​ ความสำเร็จ​ ความร่ำรวย​ ความสบาย และความสุข​ เพราะการมีชีวิตในปัจจุบันมัน​ต้อง ปรารถนาสิ่งเหล่านี่​!... แล้วเคยตั้งคำถามต่อไปไหมว่า​ ถ้าได้สมใจแล้วมันจะยังไงต่อ ?​ จะหยุดชีวิตลงไม่ต้องดิ้นรนหาอะไร อีกต่อไปแล้ว หรือยังต้องหาอะไรเพิ่ม ต่อไปอีกเรื่อยๆ​ จน กว่าจะถึงวันตาย อย่างนั้นเหรอ ?

อะไรคือมี​ อะไรคือหมด

รูปภาพ
​เพราะคิดว่ามีมันจึงมี​ เพราะคิดว่าหมดมันจึงหมด​ เพราะไม่คิดว่ามันมีหรือมันหมด​ มันจึงไม่มีทั้งความหมดทั้งความมี เพราะการรู้ที่เกินรู้จึงเห็นว่ามีบางสิ่ง ว่ามีอยู่​ และเมื่อมันไม่อยู่ตามความคิด ว่ามันควรอยู่ จึงตีความว่าสิ่งนั้นคือ ความหมด​ มันไม่มีอะไรมีหรือมีอะไรหมด​ มีเพียงสิ่งๆ​ หนึ่งที่เข้าไปรู้ต่อสิ่งๆ หนึ่ง​ แต่เพราะความคิดมันพาให้คิดไปตาม ความอยากแห่งสมมติ​ จึงสร้างอะไรต่อ มิอะไรให้มีขึ้นหรือหมดไป​ การรับรู้จึง ถูกครอบงำด้วยอำนาจแห่งสมมติบัญญัติ ที่มีขอบ เขตเพียงต้นทุนของความคิด เท่านั้นเอง

ตรึกคิด

รูปภาพ
จะเอื้อมสุดฟ้าหรือจะคว้าสุดลึก ก็เป็นเพียงการตรึกการคิด !​ ความถูกผิด หรือความต้องเป็นอย่างนั้น หรือต้องเป็นอย่างนี้​ ล้วนแต่ถูกกดข่มอยู่ ภายใต้ขอบเขตอำนาจของความคิดเท่านั้น​ ที่ร้ายกว่านั้นคือการเข้าไปยึดมั่นในความคิด เห็นจริงเห็นจังกับหมอกควันเหล่านั้นว่ามันมี ตัวตนอยู่จริงๆ ว่ามันคือเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริง มันกำลังเกิดขึ้นจริง และมันจะเกิดขึ้นจริงๆ วรรณะ สถานะ บทบาทหน้าที่ต่างๆ ล้วนแต่ เพียงสมมติขึ้นมาจากความคิด แต่กลับหลงติด คิดว่าสมมติเหล่านั้นมันคือเรา​ เกิดการสร้าง ขอบกั้น เขตทางความคิดที่มีเพียงข้อมูลจาก ประสบการณ์เท่านั้นที่เป็นต้นทุน สิ่งไหนอยู่นอกกรอบความคิดมันจึงคิดไม่ออก และเห็นไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะมีไม่ได้หรือมันไม่มี

สูตรสำเร็จ

รูปภาพ
อย่าวาดสูตรให้ความสำเร็จ เพราะความสำเร็จมันไม่มีสูตร​ ความคิดไม่อาจสร้างความสำเร็จ แต่ก็อาศัยความคิดเพื่อจะเห็นว่า ความสำเร็จมันคืออะไร​   หากปักธงตั้งแง่สร้างสูตรตามความคิด ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น​ต้องเป็นอย่างนี้​ ก็เท่ากับพาใจเที่ยวตามหาใจ​ คิดสร้างความสมบูรณ์แบบให้สิ่งสมบูรณ์แบบ​ สร้างสิ่งไม่มีให้มันมีขึ้น​ แล้ววิ่งไล่ไขว่คว้าหา ความจริงจากสิ่งๆ​ นั้น​ ตามอำนาจความอยาก และความยึดมั่น​ เกิดเป็นการสร้างสภาพตามความคิดตั้งรอไว้​ แล้วพยายามทำให้มันมีขึ้นมาจริงๆ​ วงล้อแห่ง ความวุ่นวายจึ งถูกผลักให้หมุนวนไปเรื่อยๆ​ เพราะเหตุแห่งความไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไร

1 ขณะ

รูปภาพ
1 ขณะที่มี "การกระทำ" คือหลายขณะที่มี "คิด" แต่เรา "ไม่รู้ " ในสิ่งที่คิดก่อนเกิดมี "การกระทำ" เราสร้างโลกซ้อนขึ้นมาอีกใบแล้วอาศัยอยู่กับมัน ซึ่งเป็นเพียงมายาบดบังโลกแท้จริงที่อาศัยอยู่ เป็นดั่งคุกที่มีสมมติเป็นซี่กรง มีความคิดเป็นเส้น ขอบเขต มีความยึดมั่นและความเชื่ออย่างปักใจ ว่ามันคือความจริงเป็นแม่กุญแจ และโซ่คล้องล็อค ! " รู้" อย่างไม่มีคำพูดอธิบายความหมายบัญญัติ ที่จะบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันคืออะไร หากไปใส่ บัญญัติหรือให้ความหมายแล้วเชื่อว่าสิ่งที่บัญญัติ หรือตีค วามหมายนั้นมันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ก็เท่ากับตกไปสู่คุกแห่งความคิดอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ จะปฏิเสธในการใช้บัญญัติ เพียงแค่รู้และเข้าใจ อย่างลึกซึ้งว่าอะไรมันคืออะไรก็เท่านั้นเอง เมื่อรู้ว่าบัญญัติต่างๆ เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อใช้สื่อสาร มันไม่ได้เป็นอะไรไปตามที่เราคิดเอาไว้เลย​ เราโดน หลอกด้วยสมมติบัญญัติของตัวเอง​ มีเพียง "รู้ที่ไม่รู้"  เท่านั้นที่มีอยู่ เมื่อเห็นดังนี้แล้ว​ "คุก" ที่เคยกักขังมาช้านานก็พลันล้มพังทลายลง และออก สู่อิสรภาพในกา...

การกระทำที่ยังไม่เข้าใจ

รูปภาพ
การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอะไรบางอย่าง หรือเพื่อไปดับอะไรบางอย่าง​ ยังเป็นการ เข้าไปล้อเล่นกับความทุกข์อยู่ เพราะยังไปคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ควรได้ และมีอะไรบางอย่างที่ควรดับ โดยไปสร้างอะไร บางอย่างที่คิดว่าหากได้มาแล้วจะดี และไปสร้าง อะไรบางอย่างที่คิดว่ามันไม่ดีและควรจะต้องดับ โดยไม่รู้ตัวเลยว่านั้นคือการสร้างอะไรบางอย่าง ที่เรียกว่า "ตัวตน" ให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามอำนาจ ของความ "อยากดี" ไม่มีอะไรที่จะต้องได้มาและไม่มีอะไรที่จะต้องดับไป เพราะมันไม่มีอะไร​ ที่จะไปเป็นเจ้าของรอง รับสิ่งที่ได้ หรือดับนั้นๆ ทุกอย่างล้วนเป็นอิสระต่อกัน และต่างก็ ทำหน้าที่ของมันอยู่อย่างนั้นมาช้านาน แต่เป็นเพราะ ความไม่รู้จึงเห็นผิดหลงสร้างตัวตน ให้ติดกับมายาในความคิด วนเวียนอยู่ในโลกที่ สมมติขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเข้าไปเห็นความจริง ว่าทุกสิ่ง ต่างก็ล้วนเป็นของมันอยู่อย่างนั้น มันทำงานกันอยู่อย่างนั้น และมัน ไม่มีอะไรอยู่ในนั้น เมื่อเห็นและทำ ความเข้าใจกับมันให้ถึงที่สุด ก็เพียงพอ แล้วที่จะทำให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร โดยไม่ต้องไปทำอะไรกับมันเลย

ผายลม

รูปภาพ
ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องมีสื่อนำในการเกิด​ มันจึงอยู่ในฐานะไม่มีตัวตนถาวร เป็นแค่บางสิ่งที่วาบมา แล้วก็วาบผ่านไปเหมือน กับการ​ "ผายลม" ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไร้ สมมติบัญญัติ จึงปราศจาก การครอบงำของความดี และความชั่ว​ จึงไม่จำเป็น ต้องไปปฏิเสธหรือยินดีกับ ปรากฏการณ์ที่มันกำลังเกิด ที่เกิดขึ้นไปแล้วหรือที่ยังไม่เกิด เพราะคงไม่มีใครดิ้นรนใคร่ อยากจะผายลม หรือพยายาม ดับอาการการผายลมให้หมดไป