บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก กันยายน, 2020

อย่าเสียรู้กิเลส ด้วยการกำจัดกิเลส

รูปภาพ
เพราะไม่เข้าใจว่าอะไรคือกิเลส เราจึงถูกกิเลสล่อหลอกให้หลงเมา ไปไล่ทุบไล่ขจัดความโกรธความโลภและตัวตนกันจนเป็นบ้าเป็นหลัง...... หัวโจกมันคือตัว "ความหลง" ซึ่งเป็นผลผลิตจากความไม่รู้ที่ทำให้เราเข้าใจไปเองว่า..... มันมีตัวเราเป็นผู้โกรธเป็นผู้โลภเป็นผู้หลงเพื่อมันเองจะได้สืบต่อ ความมีและความเป็นตัวตนต่อไปโดยอาศัยความ "อยากดี" เป็นตัวล่อลวง...... เราจึงต้องย้อนกลับไปสู่คำถามที่ว่า "อะไรคือกิเลสและกิเลสมันคืออะไร" ......"กิเลส" มันไม่ได้มีขึ้นจากการกระทำ แต่มันมีขึ้นเพราะไปคิดว่าการกระทำนั้นมันคือกิเลส ......"กิเลส"  มันจึงเกิดมาจากความคิด ที่ไปคิดเอาเองว่า อาการอย่างนี้มันคือ กิเลส เมื่อความคิดสร้างกิเลส กิเลสและความคิด จึงมีคุณสมบัติและลักษณะอย่างเดียวกัน หากความคิดคือสิ่งที่มีไม่จริง สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากมันจะมีอยู่จริงได้อย่างไร................ เมื่อเธอเข้าใจความคิด เธอจะเห็นทุกสรรพสิ่งกลายเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด ความวุ่นวายและคำถามต่างๆ ก็จบสิ้นลง กิเลสนั้นเองที่เป็นโพธิ และสังสารวัฏ นี้เองที่เป็นนิพพาน เมื่อไหร่ที่เธอเห็นความคิด เมื่อน...

สิ่งที่เห็น ไม่ได้เป็นอย่างสิ่งที่คิด

รูปภาพ
“สิ่งที่เห็น กับสิ่งที่เป็น” มันไม่เคยตรงกันซักครั้งเดียว "ท้องฟ้า" ที่เราเห็น...มันไม่เคย เป็นอะไรอย่างที่เราคิด......... ความถูกความผิดมันเลยไม่มี เราเพียงถูกความคิดและความเชื่อ หลอกให้หลงเข้าใจไปตามที่มันคิด และปรุงแต่งขึ้น....... สีฟ้าครามที่ปรากฏบนท้องฟ้า มันก็เป็นเพียงฉากมายาของ ความคิดปรุงแต่ง......... "แท้จริงแล้วท้องฟ้ามันสีดำ"

เราเป็นเพียงจินตนาการของเราเอง

รูปภาพ
จาก....มักโกรธ เป็นไม่โกรธ จาก...ฟุ้งซ่าน เป็นตั้งมั่น จาก...อาฆาต เป็นเมตตา จาก...ร้อนรน เป็นร่มเย็น ก็หาใช่เครื่องยืนยันของ ผู้พบธรรมแล้วไม่.......... ธรรมแท้ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งปรุงแต่ง และพ้นไปจากอำนาจของความคิด เราจึงไม่อาจจินตนาการถึงธรรมที่ แท้จริงนั้นได้ ผู้มักโกรธ , ฟุ้งซ่าน , อาฆาตร้าย  ก็อาจพบธรรมได้เร็วกว่า ผู้ที่แช่นิ่ง อยู่ในร่มเงาของความสงบ เพราะกระแสของอารมณ์ที่รุนแรง เหล่านั้นมันสังเกตได้ง่ายกว่าและ เมื่อใช้ปัญญาเข้าแทรกแซงก็อาจ รู้แจ้งแทงตลอดทุกสรรพสิ่งได้ใน พริบตาเดียว ฉะนั้นการเข้าถึงธรรมหาใช่การ เข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ แต่ มันคือการทำความเข้าใจกับทุก สภาวะอารมณ์ความรู้สึกทุกชนิด ที่มันมีขึ้นให้รับรู้ ว่าแท้จริงแล้ว มันคืออะไร เมื่อรู้แล้วก็จบกัน เพียงเท่านั้น............ สิ่งที่มันเคยมีเคยเป็น มันก็ยังคงมี คงเป็นของมันไปตามเรื่องตามราว ตามเหตุตามปัจจัย ตามจริตนิสัย ดั้งเดิมของมันที่มันเคยเป็น......... เราจึงไม่อาจปรามาทใครด้วยความคิด ของเราได้เลย แม่ค้าขายบะหมี่ข้างทาง ก็อาจเป็นผู้พบธรรมแล้วก็เป็นไปได้ใคร จะรู้

กับดักโลก

รูปภาพ
ทุกสิ่งอย่างที่มันดำเนินอยู่ เธอรับรู้มันได้ โดยไม่ต้องอาศัยความเชื่อ เธอรู้ได้โดยที่ เธอไม่ต้องคิดว่าเธอรู้ เพราะมันก็เป็นของ มันอยู่อย่างนั้น ถึงแม้เธอจะไม่รู้ว่ามันเป็น เธอสร้างภาพให้กับสิ่งที่เธอรู้แล้วยัดเยียด สิ่งที่เธอสร้างให้มันต้องเป็น เพื่อสนองความ เชื่อของเธอ นี่เองคือกับดัก เพราะสิ่งที่เธอ คิดกับสิ่งที่มันเป็น มันไม่เคยเป็นสิ่งเดียวกัน

อิสรภาพในการทำงาน

รูปภาพ
..........งานทุกชิ้นล้วนมีความสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ในความเป็นมัน.......มันจึงว่างจาก "ความเป็นเรา" มันคือการไม่มี "ความเป็นเรา" เข้าไปแทรกแซงในงาน เหมือนจะเขียนคำว่า "สมบูรณ์" แต่เราไม่ชอบ ส. เสือ แต่ชอบ ช. ช้าง มันก็ไม่เป็นคำว่า "สมบูรณ์"....... หรือโจทย์ คือการทำแกงส้ม แต่เราชอบสีเขียวและ ไม่ชอบเปรี้ยว "แกงส้ม" ก็ถูกแทรกแซงจนกลายเป็น แกงอื่นไป......... ความสมบูรณ์มันมีอยู่แล้วในโจทย์ที่ตั้ง ต่อให้ไม่คาดหวังอะไรมันก็ได้ไปตามนั้น "หากมือยังคั้นผลส้มอยู่ ต่อให้ไม่คาดหวัง หรือคาดหวังในน้ำส้ม ยังไงน้ำส้มมันก็ ต้องมีขึ้น" เมื่อมองเห็นความสมบูรณ์ของงาน ความเป็นอิสระมันก็เกิด เพราะไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรกับมัน แค่ทำไปตามที่มันต้องเป็น จึงเกิดเป็นสภาวะที่เรียกว่า "มีการกระทำอยู่ แต่ไม่มีผู้กระทำ" นี้เองคือความสมบูรณ์แบบของคำว่า "อิสรภาพในการทำงาน"

หากคิดว่าเราไม่มี ความคิดนั้นจะบังไม่ให้เห็นตัวเรา

รูปภาพ
เพราะเธอเห็นว่า สิ่งต่างๆ ที่รวมถึงตัวเธอกับความคิดมันคือสิ่งเดียวกัน อารมณ์ที่เกิดขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของเธอ ถึงเธอจะพยายามคิดว่า "ตัวเธอไม่มี" แต่มันก็ยังเชื่ออยู่ดีว่ามันมีตัวเธออยู่ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เธอไม่สามารถ จะทำความเข้าใจอะไรๆ ให้กระจ่างได้ เธออาจจะบอกว่าเข้าใจเรื่องที่ฉันกล่าว แต่หากเธอไปตีความมันด้วยความคิด เพื่อให้เข้ากันได้กับความเห็นของเธอเอง เธอก็ไม่ได้เข้าใจมันจริงๆ  เธอแค่เข้าใจ ในสิ่งที่เธอคิดเท่านั้น หากเธอเข้าใจมันได้จริงๆ โลกที่เธอเคยสัมผัสรับรู้จะถูกล้มล้าง และพังพินาศลง ในฉับพลัน ด้วยอำนาจแห่งปัญญาญาณโพลงวาบเดียวแล้วทุกสิ่งก็ไม่อาจกลับ ไปเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป

สิ่งให้กำเนิดเป็นเพียงภาพฝัน

รูปภาพ
 เราไม่เคยจากมา เราจึงไม่ต้องหวนกลับ เราไม่เคยมีเรา เราจึงไม่ต้องกำจัดตัวเรา สรรพสิ่งคงอยู่อย่างนั้น อยู่อย่างไม่แยแสสิ่งใด มันบริบูรณ์พร้อม......อยู่ด้วยความไม่บริบูรณ์นั้น อย่าเสียเวลาตามหาสิ่งใดอยู่เลย มันจะรังแต่ทำให้เธอจมอยู่ในห้วง แห่งความฝัน ที่ต่อฝันด้วยความฝัน และจะฝันต่อไปเรื่อยๆ เธอลองแตะแขนเธอดูสิ !!! ความรู้สึกที่ไม่ต้องไปเรียก มันว่าอะไรทั้งนั้นนั่นหละ คือ "ที่สุดแห่งธรรม".......... มันอยู่ตรงนั้นเอง ตื่นเถอะ

เพราะไม่รู้ว่าไม่รู้ เธอจึงวุ่นวาย

รูปภาพ
พระอาทิตย์ไม่เคยขึ้นหรือตก มันตั้งนิ่งอยู่อย่างนั้นมายาวนาน แต่เพราะไม่รู้ว่าเราเคลื่อนไหว เราจึงเห็นทุกสิ่งมันเคลื่อนไหว เพราะไม่รู้ว่า "ไม่รู้"........ เราจึงหลงเชื่อทั้งจากสิ่งที่รู้ และไม่รู้กันจนวุ่นวาย........

มองข้ามความคิด

รูปภาพ
  เธอสามารถมองข้ามขีดจำกัดของความคิดได้ไหม มองเห็นสิ่งต่างๆ​ ให้ข้ามไปจากความเคยชินของความคิดเดิมๆ​ ของเธอ​ ทำลายกรอบความเชื่อเดิมๆ​ ความรู้สึกเดิมๆ​ ที่ได้ให้ค่าตีตราสิ่งนั้นสิ่งนี้​ตามขนบ​ ตรรกะเหตุผล​ หรือตามปริมาณประสบการณ์ของเธอ ข้ามชุดความคิด​ ความรู้สึกที่ต่อท้ายให้กับสิ่งต่างๆ​ ได้หรือไม่ เธอกล้าเคารพผู้อ่อนเยาว์กว่าไหม​ เธอกล้ามองผู้ชายหน้ากลัว​โดยข้ามความคิดว่าเขาเป็นผู้ร้ายได้ไหม​ เธอกล้า​มองหญิงงามโดยข้ามความคิดเรื่องเพศไปได้ไหม​ เธอกล้าเปิดบทสนทนากับคนแต่งตัวปอนๆ​ ได้หรือไม่​ หากเธอกล้า​ทำลายความเชื่อเดิมๆ​ ของเธอ​ เธอจะสัมผัสได้ถึงความกว้างใหญ่ที่ไร้ขอบเขตของจิตใจที่อยู่หลังม่านความคิดของเธอเอง จิตใจของเธอไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้อยู่ภายในพื้นที่แคบๆ​ ของความคิด​ เธอจงเรียนรู้คุณสมบัติของมันให้ครบถ้วนจนกระจ่าง​ ให้มันสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่างเป็นอิสระ​ แล้วเธอจะเห็นโลกใบนี้กว้างขวางและแตกต่างไปจากที่เธอเคยเห็น​ แล้วความเบิกบานก็จะบังเกิดขึ้นแก่ใจเธอ

อย่าสนใจในรูป

รูปภาพ
 "พาหิยะ เธอจงอย่าสนใจในรูป" (เหตุเพราะรูปเป็นเพียงสังขารที่ถูก คติมายาปรุงแต่งขึ้นมันจึงมีสภาวะ ของความว่างเป็นลักษณะ) เมื่อผู้พูด....ก็คือรูปหนึ่งของผู้ฟัง ประโยคที่ว่า "เธอจงอย่าสนใจในรูป" จึงไม่มี......

สุดยอดพระคาถา

รูปภาพ
 "ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา" คือสุดยอดพระคาถาที่ทำลายได้ "ทุกสรรพสิ่ง"

ความจริง

รูปภาพ
"ความจริง" เป็นสิ่งที่มีอยู่เดิม มันไม่เคลื่อนไหว หรือหยุดนิ่งและไร้ซึ่งศูนย์กลาง มันเป็นสิ่งที่จับ ฉวยไม่ได้ สร้างขึ้นไม่ได้ และพังทลายไม่ได้ มันไม่มีเส้นทางที่จะไปให้ถึง และถึงไม่ได้ด้วยวิธีการ มันไม่ใช่สิ่งที่จะต้องไปทำอะไรเป็นขั้นเป็นตอน เป็น ระเบียบแบบแผน หรือพิธีเคร่งครัด แต่มันคือการ “ฉุกใจคิด” ขึ้นเพียงวาบเดียว เพื่อให้ ทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางของมัน เห็นแจ้งชัดต่อสิ่งที่ อยู่หลังความนึกคิด และกระจ่างชัดต่อทุกสิ่งที่เป็น ความคิดนึก เป็นการเข้าใจธรรมชาติโดยธรรมชาติเพื่อคืนสู่ ความเป็น “หนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติ” เมื่อนั้น ความจริงกับสิ่งต่างๆ ก็จะกลายเป็นอย่างเดียวกัน และสิ่งที่ "คิดว่าจริง" มันก็จะ "ไม่จริง" ของมัน ไปเอง

สมาธิ

รูปภาพ
     "สมาธิ"  คือสิ่งแรกๆ ที่ผู้แสวงหาชีวิตต้องการจะได้ครอบครองมันโดยคิดไปว่าสมาธินั้นจะเป็นประตูเพื่อเปิดไปสู่คำตอบของชีวิต โดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมันว่าคืออะไร เขาจึงได้พยายามสร้างสมาธิให้แข็งแกร่งขึ้นพร้อมกับตัวตนที่แข็งกล้าในเวลาเดียวกัน การจัดตัวเองให้อยู่ในระดับใดของความคิด นั่นก็เท่ากับว่าเรายินยอมหลงเชื่อความคิดเข้าไปเต็มเปา การต้องการความสงบเพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันจึงมี : ผู้ต้องการ , สิ่งที่ต้องการ , และวิธีการที่ให้ได้มา เวียนวน เป็นลูกโซ่แห่งความคิด ที่มีทั้งหมดเป็นเพียง "ความคิด" ฯลฯ มันจึงเป็นการใช้ความคิดไปเล่นกับความคิดจนหลงติดยึดมั่นหาทางออกจากมันไม่เจอ    "สมาธิ" โดยแท้จริงแล้วมันเป็นอิสระอยู่แล้วโดยตัวของมันเอง หาได้มีผู้ใดเป็นเจ้าของหรือไปเป็นผู้กระทำให้มันมีขึ้นได้ไม่ เราจึงสังเกตุได้ว่า สมาธิที่แท้จริงนั้นมันจะมีขึ้นได้เมื่อมันหมดเจตนาที่จะมี หากสมาธิที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการจงใจให้มีขึ้นสมาธินั้นไม่ใช่สมาธิ สมาธิที่แท้จริงจึงเกิดขึ้นเมื่อมันไร้สภาวะของการถือครอง "ตัวตน" ไร้ซึ่งตัวตนเป็นผู้กำหนด ไร้ซึ่งความปรารถนาสิ่งใดเ...

ไม่มีอะไรขาดพร่องหรือสมบูรณ์แบบ ภายในจิตเดิม

รูปภาพ
อย่าเสียเวลาตามหาจิตสมบูรณ์แบบอยู่เลย เพราะทุกครั้งที่เธอเริ่มมองหาจิตประเภทนั้น เธอก็ได้ผลักไสสิ่งที่เธอตามหาให้ห่างไกลออกไป เมื่อเธอเชื่อถึงการมีอยู่ของจิตสมบูรณ์แบบ ซึ่งมีอยู่ต่างหากออกไปจากเธอ เธอก็ได้แบ่ง แยกความเป็นเธอออกมาจากสิ่งๆ นั้นไปแล้ว อย่างสมบูรณ์ "ไม่มีจิตชนิดขาดพร่องหรือสมบูรณ์แบบหรอก เพราะจิตแท้นั้นมันไม่สามารถแบ่งเป็นอะไรได้" มันเหมือนกับพื้นที่ว่างบนฝ่ามือทั้งสองข้าง เธอจะแยกความว่างเป็นฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา ก็เพียงอาศัยฝ่ามือทั้งสองข้างแต่ก็ไม่สามารถ จะแยกความว่างบนฝ่ามือนั้นได้เลย แล้วที่เห็นว่ามันเป็นฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา ก็เป็นเพียง แค่การนึกเอาคิดเอาและสมมติขึ้น เมื่อเอาคำว่าฝ่า มือฝั่งซ้ายและฝั่งขวาออก ก็จะเหลือเพียงความว่าง ที่คงอยู่ ตัวจิตและความเป็นเธอก็คือสิ่งนั้น......... เมื่อเธอเห็นทุกสิ่งเป็นเพียงความว่าง และเธอเห็นความว่างมีอยู่ในทุกๆ สิ่ง เข้าใจพลังอำนาจของความนึกคิดและ เข้าใจว่าความนึกคิดมันคืออะไร เธอ ก็ตื่นขึ้นจากความวิปลาสและจะหยุด ค้นหาความสมบูรณ์แบบไปเอง......

อิสรภาพ

รูปภาพ
- เธอยินดีต่ออิสรภาพ​ จนเธอยอม ให้อิสระภาพมันกักขังเธอไว้​ - เธอพร่ำบ่นว่าอิสรภาพไร้ซึ่งขอบเขต แต่ใยเธอกลับสร้างกรอบและเส้นทาง เพื่อลุไปสู่มัน​เล่า - เธอเชื่อว่าอิสรภาพคือธรรมชาติของ การแบ่งปัน​ ใยเธอหวงแหนและแบ่งกั้น ความเป็นเธอและฉัน​หละ - เธอคิดว่าอิสรภาพต้องอยู่เหนือความคิด​ แต่ใยเธอกลับไล่ตีความคิดอื่นนอกเหนือจาก ความคิดของเธอเล่า​ - เธอให้ค่าแต่กับอิสระภาพ​ของเธอเท่านั้น​ โดยไม่รู้ตัวว่าทั้งอิสระภาพและความเป็นเธอ ต่างก็ถูกความเห็นแก่ตัวสร้างขึ้นมา จนกว่าเธอจะเข้าใจและยอมรับด้วยใจที่เป็นกลางจริงๆ​ ว่า​ "อิสรภาพ" ​ นั้น.....มันมีประจำอยู่แล้วในเธอและฉัน​ ทั้งมัน ก็ไม่ได้เป็นของฉันของเธอ​หรือของใครๆ​ แต่มันมีอยู่ทุกช่วง ลมหายใจเข้าออก ที่ไม่มีใครเป็นผู้หายใจ

จงรู้ทุกข์ เท่าที่เธอทุกข์

รูปภาพ
 ทั้งหมดของความเป็นเธอ คือโลกทั้งหมดที่เธอรับรู้ เธอจึงไม่จำเป็นต้องรู้อะไรไปเสียทั้งหมด เพียงแต่ให้รู้ทุกอย่างเท่าที่เธอเป็นและเป็นเธอ เพราะท้ายที่สุด.....การข้ามพ้นและเป็นอิสระ ได้จากโลก ก็คือการเป็นอิสระและหลุดพ้นไป จาก "ความเป็นตัวของเธอ" ด้วยตัวเธอเอง จงรู้ทุกข์ เท่าที่เธอทุกข์ จงรู้ตัว เท่าที่เธอรู้........ เพราะธรรมแท้มันช่วยได้แค่ การเป็นอิสระหลุดพ้นจากตัวตน ด้วยตัวตนเท่านั้น มันจึงเป็นการ ประหยัดเวลาและย่นระยะทางที่ ไร้สาระนี้ลงไปได้

ฉันมี เพราะ เธอมี

รูปภาพ
 "ฉัน"  มีอยู่ในความคิดของ "เธอ" "เธอ" มีอยู่ในความคิดของ "ฉัน" "ฉัน" ไม่เคยเห็น "เธอ" และ "เธอ" ก็ไม่เคยเห็น "ฉัน" เราแลกเปลี่ยนสื่อสารกันและกันด้วย บทสนทนาแห่งความทรงจำและอนาคต ที่ความจริงแล้วเราเองก็ไม่เข้าใจว่ามัน คืออะไร แต่รับรู้ได้ว่ามันคืออะไร "ฉัน" ไม่ได้ตั้งอยู่ในที่ที่ฉันอยู่ "ฉัน" ไม่เคยเคลื่อนไหวจริงๆ เลยซักครั้ง "เธอ"  ต่างหากที่ทำให้ฉันตั้งอยู่  และ "เธอ"  ต่างหากที่ทำให้ฉันเคลื่อนไหว

ทุกอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว ก่อนการเริ่มต้น

รูปภาพ
 เมื่อเธอนำสิ่งที่เธอค้นหา ออกค้นหาไปด้วยกับเธอ เธอจึงยังค้นหาสิ่งใด..... เมื่อเธอกับสิ่งที่เธอเฝ้าดู มันคือสิ่งเดียวกัน......... เธอจะยังเฝ้าดูอะไร...... เมื่อตัวเธอนั่นเอง....คือ กิเลส  แล้วจะให้กิเลส ไปกำจัดกิเลสอยู่ใย... เมื่อตัวตนผู้บรรลุนิพพาน เป็นเพียงฉากมายาสมมติ เธอยังจะมุ่งสู่สิ่งใด.......

เสียงที่ไม่ได้ยิน

รูปภาพ
ลองเฝ้าฟังเสียงจากทุกสิ่งที่มองเห็น "เสียงที่ไม่ได้มาจากสิ่งที่เห็น" แต่เป็น "เสียงที่มาจากสิ่งที่กำหนดให้มันเป็น" เรารู้จักสิ่งต่างๆ ผ่านเสียงที่เงียบเชียบ เหล่านี้ เสียงที่มีอิทธิพลสูงสุดในชีวิต มากกว่าเสียงใด ลองค้นหาที่มาของเสียงเหล่านั้น ทั้งเสียงที่เธอได้ยินอยู่ตลอดการ อ่านบทความจนถึง ณ ขณะนี้.... ว่าแท้จริงแล้ว มันคืออะไร......?!

"ความเป็นเรา" คือความหวงแหนของความคิด

รูปภาพ
เราโดนขวางกั้น​ ปิดบัง​ อยู่ด้วยความเป็นเรา​ เรา.....มีตัวเราตั้งอยู่ตลอดสายของการเดินทาง​ มีเราเป็นผู้รู้​ มีเราเป็นผู้กระทำ​และได้รับผลของ การ​กระทำ​ต่างๆ​ นานา ความเชื่อมั่นและยึดมั่น.....ในเส้นทางของความ เป็นเรา​นี้ มีขึ้นทั้งจากตัวเราและคนอื่นสร้างขึ้น มีอิทธิพลส่งเสริมเพิ่มกำลังของความเป็นเราให้ ขยายใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว​ เป็นเหมือนตัวบล็อกการรับรู้ให้ก้มหน้ามองเห็น แต่เส้นทางของความเป็นเราเท่านั้น​ เรายอมให้ ความคิด​ ความรู้​ ความเชื่อ​ และจินตนาการ​ มา ครอบงำเราไว้​ไม่ให้ลุสู่อิสรภาพ​ และนั้นเอง.......คืออำนาจของ "ความหวงแหน" ที่ความคิดมันสร้างขึ้นมาเหนี่ยวรั้ง​รักษาความเป็นเรา เอาไว้​ เพื่อสืบต่อความเอร็ดอร่อยในภพชาติต่อไป

ความสุข...ที่ปราศจากเงื่อนไข นั้นแหละคือความสุข

รูปภาพ
เราต่างสร้างเงื่อนไขขึ้นมามากมายเพื่อให้ได้ความสุข และเมื่อได้มันมา เราก็หลงลืมมัน แล้วกลับไปให้ความ สำคัญกับเงื่อนไขต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นมาแทน.........!!! เมื่อไหร่ที่ปัจจัยแห่งความสุขมีไม่ครบหรือผิดเงื่อนไข มันจึงกลายเป็นความทุกข์ใจให้มีขึ้น เราจึงรู้สึกโหยหา ความสุขอยู่ตลอดเวลา มุ่งสร้างแต่ปัจจัยและเงื่อนไข ของมันมากกว่าสิ่งที่เรียกว่าความสุขเสียอีก........ เราได้แยกตัวเราเองออกจากความสุขเพราะเงื่อนไข ที่เราสร้างขึ้น จนหลงเข้าใจไปว่าความสุขจะเกิดขึ้น ไม่ได้หากไม่มีหรือผิดไปจากเงื่อนไขเหล่านั้น ยิ่งเรา สร้างเงื่อนไขของความสุขให้ยุ่งยากมากเท่าไหร่...... มันก็เป็นเรื่องยากมากเท่านั้นที่เราจะได้รับความสุข เพราะเงื่อนไขนั้นนั่นเองคือ "ความขัดแย้ง" มันจัดการ และแบ่งแยกสิ่งที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ออกเป็น สิ่งดีและ ไม่ดี ใช่และไม่ใช่ จากความรู้สึกที่ผิดเพี้ยนของตัวเอง ล้วนๆ .......เราจึงจมติดอยู่กับเงื่อนไขของความขัดแย้ง ที่ตัวเราเองเป็นคนสร้างขึ้น..... แต่ความสุขที่แท้นั้น....มันไร้ซึ่งข้อขัดแย้งเพราะมัน ปราศจากเงื่อนไขใดๆ ให้ต้องพึ่งพิง เมื่อเราเหวี่ยง เงื่อนไขและข้อบังคับปฏิบัติต่าง...

มันมีขึ้น เพราะมันต้องมี

รูปภาพ
เพราะหลงมัวเมาในตัวหนังสือ จึงเกิดเป็นทิฏิความคิดแบ่งแยก สร้างตัวสร้างตนขึ้นโดยไม่รู้ตัว "ตัวตน" ที่เป็นผู้เลือกแยกแยะสิ่งดีสิ่งไม่ดี และดิ้นรนพยายามผลักไส กระเสือกกระสนไปตามอำนาจแห่งทิฏินั้นๆ วนเวียนเรื่อยไปเหมือน งูกินหางไร้ที่สิ้นสุดและนั้นเองที่เรียกว่า "วัฏฏะสงสาร"  การก้าวข้ามวังวนแห่งวัฏฏะ คือการเข้าใจและเห็นแจ้งในทุกสภาวะอารมณ์ ตามความเป็นจริง "ที่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้มันเป็นหรือคิดว่ามันเป็นอย่างที่เราคิด" ทั้งความสุข ความทุกข์ หรือเรียบเฉย ทั้งความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความละโมบ โลภมาก หรือความมึนเมาไร้สติ ต่างก็เป็นความปกติของสิ่งที่มันมีขึ้น....... มันคือการมีโดยพึ่งพิงเหตุปัจจัยให้มันต้องมี มันคือสิ่งมีที่ถูกสิ่งอื่นปรุงแต่งขึ้น และหากเธอยังไม่เข้าใจมันอย่างแจ่มแจ้งลึกซึ้งต่อสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง นั้นนั่นเองจะเป็นเหตุและปัจจัยไปปรุงแต่งสภาวะอารมณ์ใหม่ให้มีขึ้นต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีสิ้นสุด ในทางกลับกันหากเธอเห็นแจ้งชัดต่อสิ่งที่มันมีขึ้น สภาวะอารมณ์ที่จะเป็นเหตุ และปัจจัยให้ไปสุขไปทุกข์ก็ขาดตอนลง สิ่งปรุงแต่งที่จะมีขึ้นก็ถูกระงับล...

ความจริงเป็นเพียงมายา เพราะมีเพียงมายาที่ตั้งอยู่จริง

รูปภาพ
 เธอเชื่อจริงๆ เหรอว่า.... ปัญหาและความทุกข์ที่เธอ กำลังเผชิญอยู่มันมีอยู่จริงๆ เธออาจจะลังเลและค้านต่อคำถามนี้ลึกๆ อยู่ภายใน ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ที่ยืนยันความมีอยู่จริงของมัน แล้วอะไรหรือ.....!?  ที่เธอคิดว่านั้นคือความทุกข์ หากฉันจะให้เธอนึกภาพของ..... "แมวน้อยแสนน่ารัก" ภาพที่เธอเห็นในความคิดนั้น มันคือแมวน้อยตัวเป็นๆ จริงรึปล่าว.....? หรือเธอนึกถึงเสียงเพลงที่เธอชื่นชอบ เธออาจได้ยินและเคลิบเคลิ้มไปกับมัน แต่เพลงนั้นมัน ได้ถูกเปิดขึ้นจริงๆ หรือไม่.....? สิ่งที่เธอรับรู้นั้น เป็นเพียงสิ่งที่เธอสร้างขึ้นมาจาก "ความทรงจำ" ที่เต็มไปด้วยการตีความและให้ค่า ของเธอเอง...... "สิ่งที่เธอเห็นว่ามันจริงนั้นเป็นเพียงมายา และสิ่งที่เห็นว่าเป็นมายามันคือความจริง" ความสุขและความทุกข์.....มันเกิดขึ้นภายในความคิด เหมือนกันกับภาพแมวน้อยหรือเสียงเพลงที่เธอนึกถึง หากเธอรู้ธรรมชาติของมัน มันจะไม่มีผลอะไรกับเธอเลย แล้วจิตใจของเธอจะสดใหม่อยู่เสมอทุกครั้งที่เธอสัมผัส ได้ถึงมัน.........

เมื่อเธอเข้าใจว่าอะไรคือความเป็นเธอ เมื่อนั้นเธอจะกลายเป็นธรรมหนึ่ง ในธรรมทั้งหลายที่ชาติสิ้นหาย เหลือเพียงธรรมที่ไม่ใช่ธรรม

รูปภาพ
เมื่อเธอเข้าใจว่าอะไรคือความเป็นเธอ เมื่อนั้นเธอจะกลายเป็นธรรมหนึ่ง ในธรรมทั้งหลายที่ชาติสิ้นหาย เหลือเพียงธรรมที่ไม่ใช่ธรรม ....."ความเป็นเธอ" จะถูกปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ...!!! ตามกาลเวลา / สถานการณ์ / เหตุการณ์ และบุคคล มันเป็นการทำงานร่วมกันของจิตใต้สำนึกและจิตสำนึก ที่เธอไม่อาจจะใช้ความเป็นเธอตัวใดตัวหนึ่งกับทุกๆ เหตุการณ์ สถานการณ์ หรือกับทุกๆ คนได้ ถึงแม้จะไม่มีตัวจิตสำนึกคอยคัดกรองอยู่ก็ตาม ความเป็นเธอจะถูกสร้างขึ้นมาและดับลงไป ตามแต่เหตุปัจจัยมันจะส่งผลให้มีขึ้น...... แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เธอคิดว่า นั่นคือตัวเธอที่แท้จริง ก็ยังคงมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่สร้างให้เกิดเป็นเธอตัว นั้นขึ้นมาอยู่นั้นเอง........... "ความเป็นเธอ" จึงมีมากมายเท่ากับคนที่เห็นเธอหรือรู้จักเธอ เขาเหล่านั้นได้ช่วยกันสร้างความเป็นเธอขึ้นบนโลกแต่ละใบ ของแต่ละคน.............จากประสบการณ์และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยรับรู้จากเธอ .......ความเป็นเธอจึงมีทั้ง ดีและชั่ว หยาบช้า อ่อนหวาน งดงามและขี้เหร่ ฯลฯ ตามแต่ใครจะสร้างให้เธอเป็นไป แต่ความเป็นเธอที่แท้จริง มันไม่เคยเป็นอะไรเลยตามอย่าง ที่เขาเหล่าน...

รู้เพื่อไม่รู้ รู้เพื่อไม่เป็น

รูปภาพ
 เมื่อตระหนักรู้ได้ถึงความบริสุทธิ์ของชีวิต สิ่งที่รู้นั้นก็เหมือนไร้ความหมาย เพราะมัน ไม่สามารถเอาไปใช้ให้เกิดอะไรหรือให้ตัว ผู้รู้ไปเป็นอะไรได้เลย ในทางกลับกันเมื่อมันรู้แล้ว มันจะดีดตัวมัน เองออกจากความเป็นอะไรทั้งหมดแม้กระทั่ง ความไม่เป็นอะไรก็ไม่อาจจะใช้เรียกมันได้ มันจึงบริสุทธิ์จากการปรุงแต่งทั้งปวง แล้วแทรกตัวกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของ ความบริสุทธิ์นั่นเสียเอง

ผู้ที่ยังอาศัยความเชื่อ คือผู้ที่ยังไม่พบความจริง

รูปภาพ
  .....ที่สุดของการตามหาสิ่งที่เรียกว่า "ชีวิต" คือการเข้าใจว่า "ชีวิตคืออะไร" เมื่อเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร คำตอบนั้นจะพลิกชีวิตไม่ตกเป็นทาสของ ตัวชีวิตอีกต่อไป แต่เพราะยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือชีวิตการสร้างภาพ คำตอบของชีวิตจึงเป็นการกระทำของคนส่วนใหญ่ เขาจึงอาศัย..... "ความเชื่อ" เป็นกำลังในการขับเคลื่อนให้ไปยังภาพคำตอบที่ตั้งหวัง เอาไว้เหล่านั้น จนกว่าเขาจะพบความจริง ผู้ที่ยังมีความเชื่อ คือผู้ที่ยังไม่พบคำตอบ ผู้ที่พบคำตอบจะเป็นอิสระจากความเชื่อ .....เหมือนผู้ที่ยืนเพียงตรงตลิ่ง ก็จะสร้างภาพและความรู้สึกถึงความเปียก เมื่อต้องลงไปในน้ำและก็เชื่ออยู่อย่างนั้น จนกว่าจะได้ก้าวลงไปสัมผัสน้ำ นั้นจริงๆ แล้วความเชื่อที่เคยเชื่อก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อมันอีกต่อไป..... เมื่อโลกเขาเชื่อว่ามี มันก็มีไปตามที่โลกเขาเชื่อ เมื่อโลกเขาเชื่อว่าไม่มี มันก็ไม่มีไปตามโลก เมื่อถึงที่สุดแล้วความมี หรือความไม่มี มันก็คือ สิ่งเดียวกัน นั่นคือ "ความมีที่มีไม่จริง"  การพบคำตอบของชีวิต เหมือนการแก้เกมปริศนาที่มีตัวเราเอง เป็นผู้ตั้งโจทย์ มันจึงเป็นโจทย์ชีวิตของใครของมัน ที่มีคำต...