บทความ

กำลังแสดงโพสต์จาก พฤศจิกายน, 2020

จิตใจ สดใหม่อยู่เสมอ

รูปภาพ
  ...เธอเหนื่อยไหม? กับการต้องพยายามเป็นอะไรในสิ่งที่ทั้งเธอและคนอื่นคาดหวัง ความสุขที่เคยมีมันก็ค่อยๆ ลดลง ซึ่งสวนทางกับความทุกข์และความเครียดที่ค่อยๆ มีเพิ่มมากขึ้น ความรู้สึกในช่วงวัยเด็กที่สนุกสนานร่าเริงจึงถูกขุดขึ้นมาและโหยหาปรารถนาต่อมัน.....  ...เราลืมความสดใสร่าเริงของวัยเด็กไปตั้งแต่เมื่อไหร่?.... ชีวิตที่เต็มไปด้วยเรื่องสนุกสนานกับจินตนาการที่ไร้ขอบเขต ถูกใช้งานด้วยความไร้เดียงสาอย่างเต็มความสามารถและสมบูรณ์แบบ  กลับถูกกดทับและบดบังไปจนสิ้นด้วยความเป็นผู้ใหญ่ของเธอเอง..... ...ผู้ใหญ่ที่ยึดมั่นเชื่อถือในหลักการและเหตุผล ความรู้ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม กำหนดข้อบังคับต่างๆ ของสังคม และเชื่อจนสนิทใจว่ามันคือทุกสิ่งที่ควรจะเป็น จินตนาการและความไร้เดียงสาของเธอจึงถูกจำกัดพื้นที่ และหยาบกระด้างลงด้วยสิ่งที่เธอเชื่อมั่นเหล่านั้น..... ... จิตใจที่ร่างเริงแจ่มใส และเต็มไปด้วยจินตนาการนั้นไม่ได้หายจากเธอไปไหนเลย เพราะธรรมชาติของจิตใจมันเยาว์อยู่เสมอ มันไม่ใช่เรื่องของการต้องหัวเราะเป็นบ้าหลังหรือทำตัวสนุกสนานให้เหมือนเด็กตลอดเวลา แต่มันคือความสดใหม่ของอารมณ์ และความคิด ที่...

การเดินทาง

รูปภาพ
การติดจมอยู่ในความคิด คือทุกข์ เพราะหลงเชื่อปรากฏการณ์เหล่านั้น คือสมุทัย การเฝ้ามองและศึกษาความคิด คือมรรค ผลจากความเข้าใจความคิด คือนิโรธ ............................................................. เมื่อเฝ้าชำเลืองมองความคิด ก็จะเห็นธรรมชาติของมัน มันมีเพราะเหตุมีและมันก็จะกลายเป็นเหตุให้สิ่งอื่นมีขึ้นวนเวียนเกิดดับเรื่อยไปเป็นสันตติแห่งสัญญาที่ถูกเคี่ยวกำโดยสังขารกลายเป็นเวทนาและรับรู้ได้โดยวิญญาณ ในขณะที่เฝ้าชำลืองมองความคิดอยู่นั้นคือขณะเดียวกันกับที่มรรคทั้งแปดทำงานมันคือความถูกต้องทั้งแปดในขณะจิตนั้นๆ ทีเฝ้ามองการกระโดดเกาะไปมาระหว่างกายกับความคิดนึกปรุงแต่ง เพราะฌานสี่จึงทำให้เห็นการทำงานของความคิดและในขณะที่ศึกษาความคิดอรูปฌานก็ทำหน้าที่ของมัน อรูปฌานคือการย้อนหันกลับมามองตัววิตก วิจารณ์ ปีติ และสุข ด้วยใจที่แน่วแน่ จนเกิดเป็นความเข้าใจไปทีละขั้นๆ สมถะและวิปัสสนาจึงอยู่ในกันและกันอาศัยเกื้อกูลกันเพื่อให้การเจริญมรรคมันดำเนินไปได้ (ข้อมูลเพิ่มเติม : https://pleasedontbelieveme.blogspot.com/2020/10/blog-post_13.html) จนกว่าปัญญามันจะสุดรอบครบวง วนกลับมาสิ้นสุดที่ตัวสัมมาทิฐิ ท...

พาดวงตาออกค้นหาดวงตา

รูปภาพ
  เมื่อความคิด มันเข้าใจตัวมันเอง มันก็จะเห็นเองว่าตัวมันนั้นแหละคือ สิ่งที่มันตามหา เพราะธรรมชาติของความคิดคือการ "คิด นึก ปรุงแต่ง" เป็นเหตุเป็นปัจจัยของกันและกันมันจึงออกจากตัวมันเองไม่ได้ ยิ่งมันดิ้นรนออกจากตัวมันเองมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งผูกมัดตัวมันเองให้แน่นมากขึ้นเท่านั้น การพยายามพาตัวมันเองไปสู่ความว่างจึงเป็นเพียงการสร้างที่อยู่ใหม่ให้กับความคิด ซึ่งตรงกันข้ามกับความว่างที่มีอยู่แล้วตลอดอนันตกาล ที่ไม่อาจมีขึ้นด้วยการสร้างและไม่อาจแตกสลายได้ด้วยการทำลาย.... หากเพียงแต่มันปล่อยธรรมชาติของมันให้เคลื่อนไหวไปอย่างอิสระและไร้ซึ่งเจตนาใดๆ สามารถมองเห็นและเฝ้ามองตัวมันได้อย่างสงบ แล้วความว่างที่บริสุทธิ์ก็จะเผยตัวออกมาเองและเมื่อความคิดมันสามารถเข้าใจตัวมันเองได้อย่างกระจ่างแจ้ง มันก็จะรู้ด้วยตัวมันเองว่า ตัวมันนั้นแหละคือ "ความว่าง" และเป็นสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่มันตามหามาตลอดอย่างข้ามภพข้ามชาติ การเดินทางที่ไร้เส้นทางไร้ผู้เดินทางและไร้การเริ่มต้นก็จบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์

ความจริง ความฝัน ความคิด

รูปภาพ
โลกแห่งความจริงและโลกแห่งความฝัน มันก็เป็นเพียง "โลกแห่งความคิด" เมื่อเธอนั่งลงอย่างผ่อนคลาย หลับตาพริ้มด้วยใจที่ไร้แรงปรารถนา เธอเคยเห็นความมืดที่อยู่ตรงหน้าไหม "ความมืด" ที่ไม่ใช่การมองไม่เห็นอะไร แต่เป็นการเฝ้ามองตัวความมืดเข้าไปตรงๆ อย่างซื่อๆ แล้วเธอจะเห็นความจริงกับความฝันสลับกันไปมา จนท้ายที่สุดเธอจะพบว่าสิ่งที่คิดว่าจริงกับสิ่งที่คิดว่าฝันมันคือสิ่งเดียวกัน ไม่มีโลกแห่งความฝันหรือโลกแห่งความจริงมันมีเพียง “โลกแห่งความคิด”

ฉันไม่เคยพูดอะไรกับเธอ

รูปภาพ
เสียงที่ออกจากปากฉัน....มันไม่ต่างอะไรกับเสียงใบไม้ยามต้องลมหรือเสียงเทกรวดทรายลงบนพื้น มันคือเสียงที่ไม่ใช่เสียง แต่ที่เธอสามารถเข้าใจในเสียงที่ฉันพูด เป็นเพราะความทรงจำที่มีในความหมายของเสียงแต่ละเสียงว่ามันหมายถึงอะไร เธอจึงไม่เคยได้ยินเสียงที่แท้จริงของฉัน เธอเพียงได้ยินแต่....ความคิดของเธอเองเท่านั้น...!!!

ฉัน

รูปภาพ
ฉัน คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากความทรงจำ ฉันไม่มีในอนาคต ทั้งอดีตฉันก็เป็นเพียงภาพจำ มีเพียงวินาทีนี้เท่านั้นที่ฉันดำรงอยู่เป็นภาพฝันของตัวฉันเอง เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ภายในกายร่างเนื้ออันนี้ ที่มันขยับเคลื่อนไหวไปกันคนละทิศละทางกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าโดยรอบทำให้ฉันต้องคอยเปลี่ยนแปลงไป ฉันสุขก็ได้ถือเป็นกำไรเล็กๆ น้อยๆ เหมือนได้คว้ากินลูกไม้ที่หอมหวาน และทุกข์ก็ได้ซึ่งก็ถือว่าได้กินลูกไม้ที่ฝาดขม ความชอบใจและไม่ชอบใจมันมีขึ้นแล้วก็หายไปภายในวินาทีที่ฉันมี ฉันดำรงอยู่เหมือนไม่ได้ดำรงอยู่ ทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านพ้นไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่แต่ก็ไม่ได้ขาดแคลนสิ่งใด ฉันเข้าใจความเป็นฉันกระจ่างแจ้งแล้ว และไม่มีอะไรที่ฉันต้องเข้าใจอะไรอีก แล้วเมื่อการหลับครั้งสุดท้ายของฉันมาถึง ฉันก็จะตื่นอยู่อย่างนี้ไปชั่วนิจนิรันดร์...

เธอต้องการ "อิสรภาพ" จริงหรือ ?

รูปภาพ
  เธอต้องการอิสรภาพจริงหรือ?..... หรือเธอแค่ต้องการให้อะไรๆ มันเป็นไปตามความต้องการของเธอเท่านั้น เธอเคยชินอยู่กับตรรกะ ของกระบวนการได้มาแบบผลผลิต คือการต้องลงมือทำอะไรซักอย่างจึงจะได้อะไรซักอย่างมา แต่ความอิสระนั้นมันไม่ใช่ผลผลิตที่สามารถเกิดจากอะไรๆ ได้ มันดำรงอยู่แล้วในจิตใจของเธอเอง การทำความเข้าใจเพื่อปลดปล่อยจิตใจสู่อิสรภาพนั้นมันง่ายนิดเดียว แต่เพราะความเคยชินของความคิดจึงทำให้มันเป็นเรื่องซับซ้อน ยุ่งยาก และสูงสุดเอื้อม อิสรภาพคือการว่างจากทุกสิ่ง ไม่เกาะเกี่ยวกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด มันจึงไม่เป็นที่สนใจนัก สำหรับผู้ที่ต้องการให้อะไรๆ มีขึ้นหรือดับลง แต่เขาก็ยังคงต้องการมันในฐานะผลผลิต เขาจึงยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรต่างๆ เพื่อหวังจะได้มันมา.....อยู่ต่อไป เธอเพียงทำความเข้าใจความคิด สิ่งที่ทำให้คิดและผลของความคิด จนเธอเข้าใจอะไรๆ ได้จริงๆ เธอจะหยุดโหยหามัน เลิกดิ้นรนเพื่อครอบครองมัน ไม่สร้างหรือแผ้วถางอะไรๆ เพื่อไปรองรับมัน และเมื่อนั้นอิสรภาพมันก็จะวิ่งเข้ามาโอบกอดเธอเอง....

เงา ลบ เงา

รูปภาพ
"ตัวตน" คือสิ่งจำเป็น "ต้องมี" เพื่อให้ชีวิตมัน "ดำรงอยู่" แต่ไม่จำเป็นต้องไป "เชื่อมัน" การทำลายตัวตนคือการทำลาย "ความเห็นผิด" ที่ไม่ใช่ไปการทำลายสิ่งใดด้วยสิ่งใด เพราะความไม่พอใจในตัวตนจึงดิ้นรนกำจัดตัวตนให้หมดสิ้น แต่ไม่ได้นึกเอะใจเลยว่าเราได้สร้างตัวตนใหม่ขึ้นมาอีกตัวเพื่อกำจัดตัวตนที่เราไม่ชอบ มันจึงกลายเป็นการไล่ล่าความคิดด้วยความคิด การนึกคิดว่ามีตัวเรา....เกิดจากอำนาจของความไม่รู้เป็นเหตุ คนเราจึงหลงใหลไล่ตีไล่ทุบไล่ขจัดตัวตน กันเป็นบ้าเป็นหลัง การเป็นอิสระหลุดพ้นจากอำนาจแห่งความโง่มันไม่ใช่การต้องไปขจัดอะไรหรือต้องสร้างอะไรให้มีขึ้นหรือหมดไป แต่มันคือการทำความเข้าใจให้รู้ว่าอะไรมันคืออะไร แล้วสิ่งที่คิดว่ามีมันก็ไม่มีของมันไปเองหรือสิ่งที่คิดว่าไม่มี มันก็ยังคงมีอยู่อย่างนั้นของมันตามเดิม อุปปาทานการยึดมั่นเดิมทีมันก็หาได้มีไม่...แต่เพราะความเข้าใจผิดคิดเอาเอง จึงทำให้มันมีขึ้น แล้วก็ใช้อุปปาทานอีกตัวเพื่อไปกำจัดมัน การขจัดตัวตนที่ถูกต้องคือการต้องเข้าใจว่าอะไรคือ "ตัวตน" เมื่อเข้าใจมันได้ "อิสรภาพ" ก็กลับคื...

เงาใจ

รูปภาพ
เมื่อใจเธอไม่ข้องอยู่ในกาลทั้งสาม เมื่อนั้น...ใจเธอจะเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลและทุกสรรพสิ่ง ไม่มีเธอหรือฉัน ไม่มีสิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ ไม่มีผู้สังเกตหรือสิ่งที่ถูกสังเกต ไม่มี สิ่งที่มันเป็นหรือสิ่งที่เป็นมัน เธอจะพบกับสุขที่ไม่ต้องอาศัยเหตุเพื่อให้มันเกิด มันคือสันติสุขที่ไร้การเกิดและการเปลี่ยนแปลง โดยความจริงแท้แล้ว....ใจเธอก็คือสิ่งนั้น และมันเป็นอยู่อย่างนั้นนิรันดร แต่เป็นเพราะเธอ....สนใจแต่เพียงเงาของใจและหลงใหลภาพเงาที่มีเหล่านั้น ธรรมชาติเดิมแท้ของใจเธอจึงถูกบดบัง...ด้วยเงาของตัวมันเอง....

เพราะไม่เข้าใจทุกข์ เธอจึงทุกข์

รูปภาพ
เพราะไม่พอใจต่อสภาวะใน “ปัจจุบัน” คือที่มาของ “การดิ้นรน” ในรูปแบบของการฝึกฝนจิตใจ ต่อให้เธอฝึกฝนความเมตตาเพื่อดับความหยาบช้า ฝึกฝนปัญญาเพื่อดับความโง่เขลา  ฝึกฝนสติเพื่อดับความเผลอเลอ ฝึกฝนความอดทนเพื่อดับความอ่อนแอ มันก็เป็นเพียงเงาของการกระทำ เป็นเพียงการสร้างความคิดเพื่อเปลี่ยนความคิด ซ้ำร้ายหากขาดความเฉลียวใจในการปฏิบัติมันก็จะกลายเป็นการสร้างรูปและลักษณะของตัวตนใหม่ให้เกิดขึ้น เมื่อตั้งคำถามว่าทำไมจึงต้องฝึกฝน ?!.... คำตอบที่ได้คือ "เพราะไม่พอใจในสภาวะอารมณ์และความคิดในปัจจุบัน" จึงเกิดเป็นการ "ดิ้นรน" ของความคิด ที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อไปยังอีกความคิดหนึ่งที่เป็นที่น่าพอใจกว่า มันจึงเป็นการเล่นกับความคิดไปมาไม่มีที่สิ้นสุด การฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็งนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็ไม่ใช่หนทางแห่งอิสรภาพ มันจึงเหมือนกับเด็กน้อยที่หวาดกลัวเงาของตัวเองเพราะความไม่รู้ แต่เมื่อไหร่ที่เธอเข้าใจได้ว่าอะไรคือความทุกข์และอิสระได้จากมัน การเฝ้าฝึกฝนที่ผ่านมาของเธอจะเป็นเรื่องที่น่าตลกที่สุดในชีวิตของเธอเอง.....

เป็นอิสระได้จากทุกข์นั่นคือการพ้นทุกข์

รูปภาพ
ความคิดทุกความคิดมันคือ "ทุกข์" การเข้าไปหลงเชื่อถึงการมีอยู่จริงของทุกความคิดนั้นคือ "ความทุกข์" การจะขจัดทุกข์ให้หมดสิ้นนั้น มันไม่มีวิธีการ และไม่มีทางทำได้เพราะผู้จะขจัดทุกข์และตัวทุกข์มันคือสิ่งเดียวกันนั้นคือ....ความคิด...!!! ...หากใช้ความคิดไปขจัดความคิด สิ่งที่ได้และยังคงอยู่ก็คือความคิด ...หากใช้ตัวเราไปขจัดตัวเราสิ่งที่ได้และยังคงอยู่ก็คือตัวเรา ...หากใช้สิ่งที่เป็นทุกข์ไปขจัดสิ่งที่เป็นทุกข์ สิ่งที่ได้และยังคงอยู่มันก็คือ "ทุกข์" .....การศึกษา "ความคิด" คือหนทางเดียวที่จะเข้าใจความทุกข์และตัวตนของความเป็นเรา จนสามารถเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกสิ่งที่เป็นตัวเราของเราไปได้ เมื่อเป็นอิสระได้จากตัวตนของความเป็นเรา ก็เป็นอิสระได้จากความทุกข์และกิเลสทั้งปวงไปเองโดยปริยาย... ...มันคือวิธีของการใช้ความคิดให้เรียนรู้ความคิด จนความคิดมันสามารถเข้าใจตัวมันเองว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร แล้วเรื่องวุ่นวายและคำถามปัญหาต่างๆ ก็จบลงหมดสิ้นข้อสงสัยใดๆ แล้วก็ปล่อยให้ทุกสิ่งมันเป็นไปตามเรื่องตามราวของมัน จนกว่าพลังงานในตัวมันจะหมดและชัตดาวน์ตัวมันเองไปในที่สุด

วิชชา นั้นแหละคือ อวิชชา

รูปภาพ
“ความไม่รู้” นั้นแหละคือ "ตัวรู้" และสิ่งที่“รู้” ก็คือ “ความไม่รู้” เพราะความไม่รู้ เธอจึงหวาดกลัว เพราะหวาดกลัว เธอจึงดิ้นรน เพราะดิ้นรน เธอจึงเป็นทุกข์ เพราะคิดว่าเป็นทุกข์ เธอจึงอยากพ้นทุกข์ และเพราะอยากพ้นทุกข์ เธอจึงเป็นทุกข์เพราะการดิ้นรนอันนั้น เป็นทุกข์เพราะ "มีตน" ไปปฏิบัติ เป็นทุกข์เพราะ "มีตน" ถือข้อปฏิบัติ เป็นทุกข์เพราะ "มีตน" เป็นผู้ทุกข์ เป็นทุกข์เพราะ "มีตน" อยากพ้นทุกข์ หากจะพูดว่าต้นเหตุแห่งทุกข์ คือ "ความไม่รู้" แล้วไม่รู้อะไร? ทั้งตำราและคุรุต่างก็จะชี้ตรงไปยัง "อริยสัจ" แล้วก็ถูไถเลียวนและตีบตันอยู่แค่นั้น มันจึงทำให้หลงใหลไปกับความคิดและสิ่งปรุงแต่งมากยิ่งขึ้น วิชชานั้นแหละคือตัวอวิชชา ความไม่รู้นั้นแหละคือ "ตัวรู้" และสิ่งที่รู้ก็คือความไม่รู้ แท้จริง "ความไม่รู้" ก็คือไม่รู้ว่าอะไรคือความคิด ? ความคิดมันคืออะไร ? ความคิดทำงานอย่างไร ? และไม่รู้ว่า "มันกำลังคิด" !!! เมื่อความคิดมันเข้าใจความคิด อย่างแจ่มแจ้งลึกซึ้ง ตัวความเห็นถูก จะเป็นตัวทำลายทุกสิ่งแม้กระทั่งตัว...

คนส่วนใหญ่ใช้ธรรม เพียงเพื่อบำบัดความใคร่

รูปภาพ
คนส่วนใหญ่ใช้ "ธรรม" เพียงเพื่อบำบัดความใคร่ มีความต้องการสารพัดที่คาดหวังให้ "ธรรม" เป็นตัวบำบัดและบันดาลให้สมกับความอยากที่ตั้งไว้ อยากรวย อยากสงบ อยากมีคนรัก อยากมีความสุข อยากได้คุณธรรม อยากเป็นที่ยอมรับกราบไหว้ วนเวียนอยู่ในความอยาก ที่มี "ตัวกู" เป็นตัวรอรับผลของความอยากเหล่านั้น มันจึงมีสารพัดวิธี หลากหลายเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายให้ทำกัน มันจึงทำให้หลงและลืมคำจำกัดความของคำว่า "ธรรม" ที่แท้จริงไป เขาจึงประพฤติตัวเยี่ยงคนอิ่ม แต่ความจริงยังหิวโซเขาขลุกอยู่กับความสบายใจของการหลอกตัวเองด้วยกลมายาต่างๆ ที่เกิดจากความคิดปรุงแต่งและปรารถนาการเสวยสุขไปตลอดกาล...จนกว่าเขาจะรับรู้ได้ถึงโทษของความสุข โทษของความอยาก โทษของตัวกูและโทษของการเกิด เขาจึงจะก้าวขึ้นจากแอ่งน้ำอุ่นแห่งความโง่ไปได้ หรือหากเขามีปัญญาเห็นว่า กลอุบายต่างๆ กับความอยากของเขานั้น มันไม่มีอะไรแตกต่างกัน ตัวตนของเขากับความเป็นธรรม คือสิ่งเดียวกันที่มีคุณสมบัติของความว่างเป็นลักษณะเช่นเดียวกันและรู้ว่าความจริงว่า"ธรรม" ไม่เคยช่วยอะไรใครได้ เขาก็จะกระโดดข้ามแอ่งน้ำแห่งความโง่ทั้งห...

อะไร เกิด-ดับ

รูปภาพ
สิ่ง “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป” มันยังคงถูกครอบงำอยู่ด้วยมายาแห่งความคิด ที่ไปปรุงแต่งให้กับสิ่งที่เธอเห็น จนเกิดการตีค่าแปลความหมายให้เป็นไปตามความคิดที่มันเคยมั่นหมาย ในความว่างที่ซึ่งไร้กาลเวลาและนามรูป จะมีสิ่งใดอีกเล่าที่มีอยู่นอกเหนือไปจากความว่างเหล่านั้น การเพ่งเล็งแต่สิ่งที่ถูกรับรู้ โดยปราศจากการทำความเข้าใจกับธรรมชาติของตัวที่เข้าไปรับรู้ เธอจึงรู้แต่สิ่งที่เธอคิด แต่เธอจะไม่เข้าใจความคิดและต้นตอของมันได้เลย

กูผู้รู้ คือผู้ขวางธรรม

รูปภาพ
ความรู้และตัวผู้รู้ คือตัวขวางกั้นการเข้าถึงธรรม ใจเธอนั้นเป็นสิ่งบริสุทธิ์ แต่ถูกอุปาทานความเชื่อ บดบังรัศมีจนหมดสิ้น หากเธอใช้ตัวตนผู้เข้าใจ ธรรมพยายามเข้าถึงธรรม เธอจะไม่ได้ธรรม..... ................................................................................. แต่หากเธอปล่อยใจให้เป็นอิสระ โยนทิ้งความรู้และตัวกูผู้รู้แจ้งลงได้ เมื่อนั้นความบริสุทธิ์ก็เปิดเผยตัว ใจจึงไหลเข้าสู่ใจ ธรรมจึงแล่นเข้าสู่ธรรมจนเกิดเป็นปัญญาสุดท้ายปลิดขั้ววัฏฏะให้ขาดสะบั้น...... ................................................................................. ว่าแท้จริงแล้ว....ธรรมมันไม่ได้ไหลมาหรือแล่นไปไหนหากแต่ใจเรานั้นเองคือธรรมนั้นและเป็นสิ่งเดียวกันกับสรรพธรรมทั้งปวง จักรวาลอันไกลโพ้นกลับปรากฏอยู่กับใจเราและตัวเรานี้นี่เองแท้จริงคือจักรวาล.... .................................................................................

ความคิดไม่ได้ร้าย แต่ที่ร้ายคือการหลงไปเชื่อมัน

รูปภาพ
ต้นเหตุของความวุ่นวายต่างๆ ไม่ได้มาจาก "ความคิด" แต่มันมาจากการสร้างตัวตนเข้าไปเชื่อความคิดเหล่านั้น เกิดเป็นตัวตนผู้เป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ที่มีและที่เกิดขึ้น ต่อให้พยายามผลักไสความวุ่นวายให้ออกไปซักเท่าใด ก็มีค่าเท่ากับเธอได้พยายามดึงความวุ่นวายเข้ามาหาเธอมากขึ้นเท่านั้น เหตุเพราะเธอได้เชื่อถึงการมีอยู่จริงของความวุ่นวาย และตัวเธอเองไปจนหมดแล้ว

ความบริสุทธิ์

รูปภาพ
เพื่อสิ่งที่เธอคิด เธอจึงยอมให้ความคิดครอบงำเธอ เธอมุ่งมั่นสู่ดินแดนบริสุทธิ์ด้วยความเชื่อถึงการมีอยู่ ของความดีงามที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติและปราศจาก มลทินใดๆ เธอจึงพยายามกำจัดสิ่งชั่วร้ายด้วยการสร้างสิ่งที่ดี สร้างความสงบเพื่อกลบเสียงของความวุ่นวาย เป็นผู้คอยตรวจตราหาสิ่งผิดให้หมดไปจากใจเพื่อ ความสมบูรณ์แบบที่ไร้ตำติ ไร้มลทิน ตามคติที่เชื่อ ไว้เดิม....... เธอกำลังสาละวนอยู่กับการสร้างและกำจัดความคิด โดยการใช้ความคิด เธอกำลังใช้สีเพื่อลบสีที่เธอไม่ต้องการมัน นานวันเข้าเฟรมผ้าใบของเธอก็จะเต็มไปด้วยเนื้อสีที่แห้งหนา เกรอะกรัง และหนักอึ้ง..... ไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้มันมีหรือให้มันหมด ไม่จำเป็นต้องฝืนสังขารทรมานนานนับชั่วโมง ไม่จำเป็นต้องท่องหรือจดจำอะไรให้มากมาย ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรให้มากกว่าหรือเท่าใครๆ เพียงเธอมีพื้นฐานของการรับรู้ เฝ้าดูการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ของความคิด สืบค้นย้อนศรตามรอยความคิด ไปให้พบกับต้นตอ ของการกำเนิด ต้นตอของความดีและความชั่ว และต้นทางของ การมีอยู่ของสรรพสิ่ง เมื่อเธอเข้าใจมัน เธอจะรู้ด้วยตัวของเธอเองว่า เธอได้ก้าวข้ามขอบข่ายของจิตสำนึก ความคิด และความเชื่อต...

เหตุแห่งทุกข์

รูปภาพ
เหตุที่ทุกข์มันคุกคามอยู่ทุกความคิด เพราะไปยึดติดกับคิดจนทำให้เกิดทุกข์ ! ความคิดมันไม่ใช่ความทุกข์ แต่เพราะไม่รู้เท่าทันความคิดความทุกข์มันจึงเกิด ! อย่าคิดทุกเรื่องที่รู้ แต่จงรู้ทุกเรื่องที่คิด ความคิดคือสิ่งทุกข์มันจะดับไปเองเมื่อหมดคิด แต่เพราะอยากที่จะต่อความคิดจึงเท่ากับต่อเวลาให้กับความทุกข์ อยู่กับปัจจุบันที่ไม่มีความทุกข์ เพราะหลุดออกมาจากโลกแห่งความคิด ! เพียงเผลอรู้ว่าไม่ได้คิด นั้นก็คือคิดที่กลับเข้าไปรู้ ! ความคิดเป็นเพียงเครื่องมือ แต่อย่าตกไปเป็นเครื่องมือของความคิด.

ความจริงพ้นไปจากความคิด

รูปภาพ
หากวิชาวิทยาศาสตร์ไม่พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ เราก็คงคิดว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่หมุนรอบโลก เพราะมันเห็นอยู่ตำตา แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ ! เพราะไม่รู้ความจริงจึงคิดนึกปรุงแต่งความจริงขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยจากตนเองหรือผู้อื่น เกิดเป็นกรอบความคิดด้วยสมมติฐานจากขอบเขตที่พอจะนึกออก จึงกลายเป็นกำแพงหรือม่านกั้นบดบังความเป็นจริงไป  ความจริงจึงเป็นสิ่งที่พ้นไปจากความคิด สิ่งไหนที่ยังใช้ความคิด สิ่งนั้นก็ยังไม่ใช่ความจริง แต่ก็ต้องอาศัยความคิดเพื่อชี้ให้เห็นและเข้าใจให้ได้ต่อความจริงอันนั้น ความจริงจึงไม่ใช่ความจริง เพราะความจริงมันไม่ได้มีอยู่จริง เพียงเฝ้ารับรู้ทุกอย่างอย่างนิ่งเงียบโดยปราศจากความคิด แล้วความจริงจะปรากฏตัวให้เห็นตั้งเด่นอยู่ตลอดเวลา

ความไม่รู้ คือกงล้อแห่งความวุ่นวาย

รูปภาพ
เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงเกิดการปรุงแต่ง เมื่อเกิดการปรุงแต่งจึงมีการรับรู้ถึงการปรุงแต่งนั้น เกิดเป็นกระบวนการคิดดิ้นรนและผลักดันร่างกาย ไปตามความคิดทางประสาทสัมผัส จึงเกิดการรับรู้ ต่างๆ ตามความคิดที่ปรุงแต่งขึ้น ................................................................................................... เกิดเป็นความชอบและไม่ชอบ ถ้าชอบก็เกิดเป็นความอยาก ไม่ชอบก็ผลักไส และสร้างโลกอนาคตรอไว้เบื้องหน้าตาม ความอยากและไม่อยากที่มีเหล่านั้น .................................................................................................. จากนั้นก็เกิดการดิ้นรนเพื่อไปยังโลกที่สร้างไว้ เมื่อไปถึงตาม ที่ตั้งใจ มันก็ตั้งอยู่ได้ไม่นานแล้วมันก็ดับหายไป และเริ่มต้น เวียนวนใหม่อีกครั้ง ณ จุดเดิมคือ "ความไม่รู้ตามความเป็นจริง" .................................................................................................... เรารู้ทุกอย่างจากความทรงจำตามธรรมชาติ ที่ไร้ซึ่งการกำหนด ความคิด แต่เพราะสงสัยและอยากให้มันมีอะไรตามอย่างที่คิด จึงเกิดการให้ค่ากับสิ่งนั้นๆ เกิดเป็นจินต...

เรากำลังส่งต่อความหวาดกลัว ?

รูปภาพ
เรา......เดินย่ำทับร่องรอยของอดีตอยู่ทุกย่างก้าว อดีตที่เต็มไปด้วยเรื่องราว กฎเกณฑ์ ความเชื่อ ประเพณี ภูตผี ความผิดหวัง และความเจ็บปวด ที่ปลูกฝังหล่อหลอมในเบ้าพิมพ์แห่งความกลัว ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และคาดหวังให้เด็กๆ ได้รับผลสำเร็จตามแบบที่ตัวเองปรารถนา เราจึงไม่สามารถค้นพบตัวเองได้อย่างแท้จริง การสนับสนุนให้เด็กๆ ได้ค้นหาตัวเองนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเริ่มจากคำถามที่ขอความคิดเห็น ไม่ใช่การครอบงำความคิดของเด็กๆ ด้วยประสบการณ์ที่แปดเปื้อนของเราให้กับพวกเขา ให้เด็กๆ ได้เริ่มรู้จักและทำความเข้าใจกับความคิด จนคุ้นเคยกับมัน แล้ววันหนึ่งเขาจะค้นพบตัวเองได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องพึ่งพาอดีตที่แปดเปื้อนจากความกลัวของคนรุ่นเก่าอีกต่อไป......

เข้าใจตัวตน ก็คือเข้าใจความคิด เมื่อเข้าใจความคิด ก็จะเข้าใจทุกสรรพสิ่ง

รูปภาพ
ความคิดพันธนาการความคิดได้ ก็ปลดปล่อยตัวมันเองได้...... “ความคิด” คือสิ่งๆ หนึ่งที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ลื่นไหลต่อเนื่องเรื่อยไปไม่มีสิ้นสุด ความคิดได้สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นมากมาย สร้างสิ่งเลวร้ายอย่างสงครามและสร้างสิ่งสวยงามที่สร้างสรรค์ แต่ทั้งเลวร้ายและสร้างสรรค์ก็ยังอยู่ใน “ขอบวงของความคิด” อยู่ดี..!   ขอบวงของทุกสรรพสิ่ง ทั้งความดีและความชั่ว ,สุขทุกข์ , บุญบาป , พระเจ้าซาตาน , ถูกผิด , โง่ฉลาด และ “ตัวตน” ของเธอและฉัน การเข้าใจ "ตัวตน" คือการเข้าใจ "ความคิด" เมื่อเข้าใจความคิดก็จะเข้าใจทุกสรรพสิ่ง ในทุกครั้งที่คิดตัวตนก็ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับความคิดนั้นๆ ทั้ง “ตัวตน” และ“ความคิด” มันจึงเป็นสิ่งเดียวกัน ที่ไม่มีสิ่งใดจะทำลายหรือหยุดมันได้ เพราะการ “ทำลาย” หรือการเข้าไป “หยุดมัน” นั้นก็ยังอยู่ในอำนาจของความคิดอยู่ดี เพราะเมื่อความคิดมันทำลายความคิด สิ่งที่ได้ก็คือความคิด การเข้าใจ "ตัวตน" จึงไม่ใช่การเข้าไปทำลายหรือไปดับมันแต่เป็นการเข้าไปทำความเข้าใจกับมันอย่างตรงไปตรงมาจนมีความเข้าใจอย่างถึงที่สุด แล้วความคิดมันก็ปลดปล่อยตัวมันเองจากพันธนาการของตัวมันเ...

เสียงเรียกร้องของชีวิต

รูปภาพ
ความอันตรายที่น่าหวาดเสียวของชีวิต คือการไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตมันต้องการอะไร เราจึงหลงไขว่คว้าเอาทุกสิ่งที่สังคม ขนบธรรมเนียม ความเชื่อ ประเพณี ตำรา หรือแนวคิดของนักคิดต่างๆ เข้ามาเป็นของตนเพื่อเป็นหลักประกันของการดำรงชีวิตที่ถูกต้องอย่างลมๆ แล้งๆ และนั้นเองคือการ “ทอดทิ้งชีวิต” และปล่อยมันไปตามกระแสของโลกอย่างไม่ใยดี นี้เองจึงเรียกว่า........“ความอันตรายที่น่าหวาดเสียว” เพราะการผูกชีวิตไว้กับสิ่งอื่น พึ่งพิงสิ่งอื่นในการดำรงชีวิตเราจึงไม่เคยรู้จักและเข้าใจมัน เมื่อไม่เข้าใจตัวชีวิต เราก็ไม่สามารถให้ในสิ่งที่ชีวิตมันต้องการได้ เธอลองหันกลับมาตั้งคำถามอย่างจริงจังกับชีวิตของเธอดูสิ เฝ้าฟังเสียงร่ำร้องของมันที่ก้นบึ้งเบื้องลึกของจิตใจ เสียงเรียกร้องขออิสรภาพของมัน นั้นแหละ.....คือสิ่งที่ชีวิตทุกชีวิตมันต้องการ...

ความคิด เข้าถึงความคิด

รูปภาพ
เพื่อเข้าถึง “ความไม่คิด” ก็ต้องอาศัย “ความคิด” ในการเข้าถึง "ความคิด" จึงเป็นสื่อกลางระหว่าง "ตัวคิดว่ารู้" กับ "รู้โดยไม่คิด" เมื่อ “ตัวรู้” รู้แจ้งว่าแท้จริงแล้ว มันเองก็คือส่วนหนึ่งของความคิด มันจะสลัดและทิ้งตัวมันเองเพื่อลุสู่ความเป็นอิสระอย่างแท้จริง

เราต่างหวาดกลัว....ความเป็นตัวเอง

รูปภาพ
"เรา".....ต่างหวาดกลัวต่อความทุกข์ ความโดดเดี่ยว และความเงียบเหงา เมื่อเราได้อยู่กับตัวตนของเรา ตามลำพัง เราจึงพยายามแสวงหาความบันเทิงรูปแบบ ต่างๆ เพื่อให้ลืมตัวตนที่แสนโดดเดี่ยวนี้... ......................................................................... แต่เมื่อความบันเทิงสิ้นสุด ตัวตนแห่งความอ้างว้าง ก็กลับเข้ามาโอบกอดเราอีกครั้ง แล้วเรื่องราวของการ ดิ้นรนเพื่อหลีกหนีตัวตนก็เริ่มต้นขึ้น วนเวียนอยู่อย่างนี้ เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด.... ........................................................................ ......เธอคิดว่าชีวิตมันมีเพียงเท่านี้จริงๆ หรือ....?! การต้องตกเป็นทาสของความหวาดกลัวจนชีวิตของเธอ ถูกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของความคิด.......เธออาจพูดว่า "ฉันก็เป็นอิสระดีนี่ ฉันจะไปไหนก็ได้" นั้นก็ใช่....แต่นั้นก็ ยังเป็นเพียงวิธีการหนึ่งของการหลีกหนีเท่านั้น อิสระแท้ จริงมันไม่ต้องออกแสวงหาหรือหลีกหนีความเป็นตัวตน นี้เลย..... ...................................................................... เมื่อเธออยู่นิ่งๆ ปล่อยอะไรๆ ไปตามเรื่องตามราวของมัน ไม่ฉุดรั้งหรื...