การเดินทาง
การติดจมอยู่ในความคิด คือทุกข์
เพราะหลงเชื่อปรากฏการณ์เหล่านั้น คือสมุทัย
การเฝ้ามองและศึกษาความคิด คือมรรค
ผลจากความเข้าใจความคิด คือนิโรธ
.............................................................
เมื่อเฝ้าชำเลืองมองความคิด ก็จะเห็นธรรมชาติของมัน มันมีเพราะเหตุมีและมันก็จะกลายเป็นเหตุให้สิ่งอื่นมีขึ้นวนเวียนเกิดดับเรื่อยไปเป็นสันตติแห่งสัญญาที่ถูกเคี่ยวกำโดยสังขารกลายเป็นเวทนาและรับรู้ได้โดยวิญญาณ
ในขณะที่เฝ้าชำลืองมองความคิดอยู่นั้นคือขณะเดียวกันกับที่มรรคทั้งแปดทำงานมันคือความถูกต้องทั้งแปดในขณะจิตนั้นๆ ทีเฝ้ามองการกระโดดเกาะไปมาระหว่างกายกับความคิดนึกปรุงแต่ง
เพราะฌานสี่จึงทำให้เห็นการทำงานของความคิดและในขณะที่ศึกษาความคิดอรูปฌานก็ทำหน้าที่ของมัน อรูปฌานคือการย้อนหันกลับมามองตัววิตก วิจารณ์ ปีติ และสุข ด้วยใจที่แน่วแน่ จนเกิดเป็นความเข้าใจไปทีละขั้นๆ สมถะและวิปัสสนาจึงอยู่ในกันและกันอาศัยเกื้อกูลกันเพื่อให้การเจริญมรรคมันดำเนินไปได้
(ข้อมูลเพิ่มเติม : https://pleasedontbelieveme.blogspot.com/2020/10/blog-post_13.html)
จนกว่าปัญญามันจะสุดรอบครบวง วนกลับมาสิ้นสุดที่ตัวสัมมาทิฐิ ที่มันสามารถสรุปรวบยอดได้ทุกสรรพสิ่งและตัวสัมมาทิฐินี้เองที่จะเป็นตัวทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งตัวมันเองให้หมดอำนาจจางคลายลง และนี่เองคือ สัญญาเวทยิตนิโรธ
การเดินทางบนเส้นทางอันแสนหฤโหด ที่ปกคลุมไปด้วยเสียงหัวเราะ รอยยิ้มและคราบน้ำตา ทั้งหมดจนถึง ณ ขณะนี้ ล้วนเป็นเพียงภาพฝันและหมอกควันของกระบวนการคิด ที่เริ่มต้นด้วยความคิดและจบลงด้วยความคิด มันจึงมีเพียงความคิดเท่านั้นที่มีอยู่ มันคือสิ่งมีที่ไม่มีอยู่จริง ความว่างชั่วนิรันดร์จึงปรากฏขึ้นกระบวนการปล่อยวางธรรมชาติโดยธรรมชาติก็มีขึ้นตามมา
ภูเขาก็ยังคงเป็นภูเขา แม่น้ำก็ยังคงเป็นแม่น้ำ ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเป็นและอยู่ของมันอย่างนั้น เพราะมันไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงและมันก็จะเป็นอยู่อย่างนั้นชั่วนิจนิรันดร์

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น