การเข้าใจธรรม คือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใด


การเข้ามาศึกษาธรรมนั้น ยังมีหลายท่านที่เข้าใจผิด ยังคิดจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ตามความเชื่อที่ความคิดมันสร้างขึ้น คำว่า "การศึกษา" คือการเรียนรู้ "ธรรม" คือสิ่งต่างๆ ที่มันมี โดยรวมแล้วการศึกษาธรรม คือการเฝ้ามองสิ่งต่างๆ ที่มันมีขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ให้ดูความคิดที่ไม่ใช่การช่วยมันคิด เห็นความคิดมันผลักดันไม่ใช่การไปผลักดันความคิด จนสามารถแยกแยะสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นได้ และเข้าใจความคิดจนเป็นอิสระได้จากมันแล้วเรื่องก็จบ


คำว่า "อิสระ" คือการไม่ใส่ใจต่อความมีหรือไม่มี เป็นหรือไม่เป็น ใช่หรือไม่ใช่ เชื่อหรือไม่เชื่อ ต่อความดีหรือความเลวต่อสมาธิหรือฟุ้งซ่าน ต่อความสุขหรือความทุกข์ ต่อปุถุชนหรืออรหันต์ ฯลฯ ความเป็นอิสระคือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใดๆ ตัวตนมันจะมีมันก็มี หรือว่าความเป็นเรามันจะสุขมันจะทุกข์ มันจะเศร้ามันจะดีมันก็เรื่องของมัน เพราะมันคือโลก ที่ต้องเป็นอะไรไปตามอย่างที่โลกมันเป็น ที่ไม่ใช่การหนีโลกหรือการต้องอยู่เหนือโลก ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบแล้วก็อุปโลกน์หลอกตัวเองว่าเป็นผู้แจ้งธรรมและหลุดพ้น ถ้าเช่นนั้นก้อนดินก้อนหินคงเป็นอรหันต์กันยกโลกแล้วกระมัง


ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น "ผู้แจ้งธรรม" คือผู้ที่เห็นความจริงแล้วเข้าใจอะไรๆ อย่างที่มันเป็น ไม่ใช่ที่อยากให้เป็น จนเป็นอิสระหลุดพ้นจากอำนาจของความเชื่อและไม่เชื่อไปได้ "ผู้แจ้งธรรม" มันจึงไม่ใช่พวกที่เชื่อว่าต้องเปลี่ยนจากคนชั่วเป็นคนดี ต้องเปลี่ยนจากคนที่ฟุ้งซ่านเป็นคนสงบเย็น ต้องเปลี่ยนจากคนที่เศร้าเป็นคนเบิกบาน เปลี่ยนจากมืดไปสว่าง เพราะสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาเหล่านั้นมันไม่ใช่ข้อยืนยันของผู้แจ้งโลกไม่ เพราะเขาได้เป็นอิสระแล้วจากสิ่งปรุงแต่งทั้งปวง ดีไม่ดี คนที่นั่งร้องไห้เพราะอกหัก พ่อบ้านขี้เมาที่มักจะถูกเมียด่า แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวที่ปากร้าย เด็กติดเกมที่ยังไม่ได้นอน พี่แท็กซี่ที่ชอบโกงมิเตอร์ ก็อาจจะเป็นผู้แจ้งธรรมหลุดพ้นแล้วก็เป็นไปได้.....




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ทุกอย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว ก่อนการเริ่มต้น

เมื่อเธอเห็นภาพ เธอจะสัมผัสไม่ได้ถึงดวงตา

สุข บัง ตา