บทความ

การยอมรับความจริง เกิดจากการเข้าใจความจริง

รูปภาพ
เธอจะไปพยายามให้อะไรมันต้องเป็นอะไรอีกเล่า ในเมื่ออะไรๆ ที่ว่า.....มันก็ไม่ได้มีอะไรหรือเป็นอะไรอย่างที่เธอคิดอยู่แล้ว ! ............ ต่อให้สิ่งที่เธอเรียกมันว่าการยึดมั่นหรือการปล่อยวาง การจัดการหรือการรักษา การยอมรับหรือการปฏิเสธ การเข้าไปเป็นหรือการถอยห่าง ฯลฯ......มันจะดำเนินหรือเป็นไปอย่างไรมันก็เป็นเรื่องของมัน โดยที่ไม่มีใครแท้จริงไปเป็นผู้สร้างหรือผู้รับผล..... ทุกอย่างล้วนเกิดจาก "ความคิด" ที่เป็นกลไกในระบบของธรรมชาติที่มันต้องประมวลค่าและตอบสนองไปตามข้อมูลที่มันมี ต่อให้มันสร้างตัวตนที่เรียกว่า "เรา" ขึ้นมา มันก็ไม่ได้หมายความว่า “เรา” จะมีอยู่จริง หรือไม่ได้มีอยู่ เมื่อเราเข้าใจมันได้อย่างกระจ่าง มันจะวางระบบการทำงานของธรรมชาตินี้ลงได้ด้วยตัวมันเอง มันจะเป็นอิสระจากทุกสิ่งที่มันมีและไม่มี แปลกแยกออกจากทุกปรากฏการณ์ที่ภาษาไม่สามารถจับต้องมันได้.....

สุข บัง ตา

รูปภาพ
..... การฝังตัวเองอยู่ใน “ปิติสุข” ไม่ใช่ที่สุดในการรู้แจ้ง เพราะยังมีความพอใจในสุข ยังมีความอยากในสุข ยังมีการรักษาสุขเหล่านั้น ยังมีผู้ต้องการ ยังมีผู้กระทำ ยังมีผู้ได้รับผลของการกระทำ ยังมีผู้ต้องการแบ่งปัน ยังมีผู้เมตตา ยังมีผู้ส่งความเมตตา ยังมีผู้รักษาคุณธรรมและยังคงมีธรรมที่ยัง "เชื่อ" ว่ามันคือธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งถูกผิด แต่ยังถูกปิดบังอยู่ด้วย "ความไม่รู้"..... เพราะมันคือการขังตัวเองไม่ให้เผชิญกับความจริงที่มันมีอยู่ ไม่ให้พบกับสภาพความเป็นจริงของธรรมชาติในความเป็นเช่นนั้นของอารมณ์และความคิด ปิดกั้นสิ่งที่ไม่อยาก และพยายามรักษาสิ่งที่พอใจให้ยังคงอยู่ มันคือการสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้อาศัยพึ่งพิง โลกแห่งความปิติสุข และนี่เองคือสิ่งที่ท่านเรียกว่า "ภพ" และเมื่อภพมี "ชาติ" จึงมี.....

เพราะคาดหวังในธรรม เธอจึงไม่รู้จักธรรม

รูปภาพ
  เธอเข้าหาธรรมเพราะความอยากให้สมใจอยาก อยากไม่ทุกข์ อยากไม่โกรธ อยากไม่เศร้า อยากมีสติ อยากขึ้นสวรรค์ อยากเป็นอรหันต์ ฯลฯ ........ สร้างสมตัวตนด้วยความอยากในมายาแห่งธรรมเหล่านั้นไปทีละน้อย กระทั่งกลืนจมไปกับทะเลแห่งธรรมะมายาจนหาทางออกไม่เจอ..... "ธรรม" จึงไม่ใช่สิ่งพึ่งพา หากแต่เป็นเครื่องนำพาให้พ้นไปจาก “สาระธรรม” ทั้งหลาย ธรรมแท้จึงไม่ใช่ธรรม มันจึงไม่สามารถช่วยให้ใครหมดกิเลส หมดทุกข์ หมดโศก หมดโกรธได้ หรือทำให้ใครรวยขึ้น มีความสุขขึ้น มีคนรักมากขึ้นก็หาไม่ เพราะสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมา มันเป็นแต่เพียงภาพมายาของความคิดที่ปรุงแต่งขึ้น โดยแท้แล้วมันไม่เคยมีใครไปสุขไปทุกข์ ไม่เคยมีใครไปโกรธเกลียดใครหรืออะไรเลย เป็นเธอเท่านั้นที่คิดมันไปเอง ประโยชน์ของธรรมคือเป็นเครื่องนำพาให้เธอตายแล้วไม่เกิดได้เพียงอย่างเดียว.....

อิสระ ที่ไร้ซึ่งผู้เป็นอิสระ

รูปภาพ
เมื่อเธอมองเห็นต้นไม้ เธอจะเป็นอิสระจากคำว่าต้นไม้นั้นได้หรือไม่ เมื่อเธอพึ่งพิงร่มเงาของต้นไม้นั้นเพื่อหลบไอร้อนจากแสงแดด เธอจะเป็นอิสระจากความพอใจนั้นได้หรือไม่ และเมื่อสายลมหอบเอาไอร้อนเข้ามาปะทะใบหน้าของเธอเธอจะเป็นอิสระจากความไม่พอใจนั้นได้ไหม การเป็น “อิสระ” ไม่ใช่เรื่องของการปล่อยวาง แต่มันคือการทำลายความเชื่อที่มันมี ไม่ใช่การทำลายสิ่งที่มันมีให้เชื่อ โดยการเข้าใจกับสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้งให้เกิดการเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง จนสามารถทำลายความเชื่อและการเข้าใจผิดที่มีไปได้อย่างสิ้นเชิง.....

อารมณ์

รูปภาพ
"อารมณ์"......ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ตามปัจจัยพื้นฐานของมัน มันจึงจำเป็นจะต้องมี ความกลัว, ความอยาก, ความโกรธ, ความสุข, ความเศร้า ฯ เพื่อหล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนให้ชีวิตมันดำเนินไปตามธรรมชาติอย่างที่มันต้องเป็น “อารมณ์” .....จึงเป็นสิ่งที่มีประจำตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต มันไม่ได้เป็นคุณหรือโทษ แต่เพราะความไม่เข้าใจ เราจึงหลงเชื่อเอาว่าอารมณ์มันมีขึ้นเพราะเรา และเราเป็นเจ้าของมัน เกิดเป็นความชอบและไม่ชอบ และหลงเข้าใจผิดคิดกำจัดอารมณ์หนึ่งเพื่อรักษาอารมณ์หนึ่งเอาไว้ เพื่อให้ลุสู่ความบริสุทธิ์ที่เขาคิด โดยเขาไม่รู้เลยว่าทั้ง "อารมณ์และตัวตน" มันมีความบริสุทธิ์ของมันอยู่แล้ว คือบริสุทธิ์จากการถือครอง จากสมมติบัญญัติ และบริสุทธิ์จากตัวมันเอง เราเพียงเห็นและเข้าใจมันให้ได้เท่านั้น แล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเป็นธรรม ที่ไม่จำเป็นต้องมีความเป็นธรรม นั้นเองคือความบริสุทธิ์ที่แท้จริง.....

ความเป็นเช่นนั้น

รูปภาพ
ความเป็นเช่นนั้นเอง......คือกลไกของธรรมชาติที่ไม่สนใจหรือข้องเกี่ยวกับสิ่งใดๆ ในการเป็น "เช่นนั้น" ของมัน คำว่าไม่ข้องเกี่ยวกับสิ่งใดๆ ครอบคลุมกว้างถึงคำและความหมายของคำว่า "เช่นนั้นเอง" ด้วย ทุกสิ่งที่เห็นว่ามันเปลี่ยนถ่าย แท้จริงแล้วมันไม่มีอะไรเปลี่ยนหรือคงอยู่ มันไม่ได้หายไปหรือกลายสภาพ “ความเป็นเช่นนั้น” ของทุกสรรพสิ่งมันแน่นิ่งนิรันดร์ สิ่งที่มันเป็นคือความไม่เป็นอะไร แต่ที่เธอเข้าใจและเห็นว่ามันแปรเปลี่ยนคือ "ความคิด" ของเธอเอง ธรรมชาติของ "ความเป็นเช่นนั้น" จริงแท้แล้วท่านไม่ได้หมายถึงธรรมชาติของ "สิ่งที่ถูกเห็น" แต่หมายถึงธรรมชาติของ "ตัวที่เข้าไปเห็น" ความเป็นธรรมดาและธรรมชาติของความคิดที่มันไม่หยุดนิ่ง แปรเปลี่ยนไปตามสภาพของสิ่งเร้า ความเป็นเช่นนั้นเองของความคิดนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจของ "ตถาตา" แท้จริง.....

การเข้าใจธรรม คือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใด

รูปภาพ
การเข้ามาศึกษาธรรมนั้น ยังมีหลายท่านที่เข้าใจผิด ยังคิดจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ตามความเชื่อที่ความคิดมันสร้างขึ้น คำว่า "การศึกษา" คือการเรียนรู้ "ธรรม" คือสิ่งต่างๆ ที่มันมี โดยรวมแล้วการศึกษาธรรม คือการเฝ้ามองสิ่งต่างๆ ที่มันมีขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ให้ดูความคิดที่ไม่ใช่การช่วยมันคิด เห็นความคิดมันผลักดันไม่ใช่การไปผลักดันความคิด จนสามารถแยกแยะสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นได้ และเข้าใจความคิดจนเป็นอิสระได้จากมันแล้วเรื่องก็จบ คำว่า "อิสระ" คือการไม่ใส่ใจต่อความมีหรือไม่มี เป็นหรือไม่เป็น ใช่หรือไม่ใช่ เชื่อหรือไม่เชื่อ ต่อความดีหรือความเลวต่อสมาธิหรือฟุ้งซ่าน ต่อความสุขหรือความทุกข์ ต่อปุถุชนหรืออรหันต์ ฯลฯ ความเป็นอิสระคือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใดๆ ตัวตนมันจะมีมันก็มี หรือว่าความเป็นเรามันจะสุขมันจะทุกข์ มันจะเศร้ามันจะดีมันก็เรื่องของมัน เพราะมันคือโลก ที่ต้องเป็นอะไรไปตามอย่างที่โลกมันเป็น ที่ไม่ใช่การหนีโลกหรือการต้องอยู่เหนือโลก ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบแล้วก็อุปโลกน์หลอกตัวเองว่าเป็นผู้แจ้งธรรมและหลุดพ้น ถ้าเช่นนั้นก้อนดินก้อนหินคงเป็นอรหันต์...