บทความ

เราเกิดมาทำไม ?

รูปภาพ
  .....เราเกิดมาทำไม ? นั้นคือความคิดที่เป็นคำถามและเมื่อความคิดถูกกระตุ้น มันก็จะกลั่นความคิดที่เป็นคำตอบออกมาอีกที..... .....ทั้งความคิดที่เป็นคำถามและความคิดที่เป็นคำตอบ มันไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ซึ่งต่างก็ล้วน.......เป็นเพียง "ความคิด"...!? .....เมื่อตัดชื่อที่เรียกว่านั้นคือคำถาม นี้คือคำตอบออกไปทั้งหมด สิ่งที่ได้และเหลืออยู่จึงมีเพียง "ความคิด"  .....หากเธอหาคำตอบ เพราะหลงเชื่อความหมายในคำถามเธอก็จะจมดิ่งลงไปในห้วงของความคิด เธอจะไม่เห็นตัวความคิดและแม้กระทั่งตัวเธอเอง..... .....แต่หากเธอตัดความหมายต่างๆ ของคำถามและคำตอบออกจนหมดสิ้น แล้วย้อนกลับตัดตรงมายังตัวเธอผู้ที่กำลังคิดและเห็นว่าทุกๆ สิ่งมันเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด......... .....นั้นเองคือคำตอบที่แท้จริงของทุกๆ คำถาม และนั้นเองคือคำตอบของคำถามที่ว่า...."เราเกิดมาทำไม" !!

ความคิดอยู่รอบๆ ตัวเธอ แม้กระทั่งตัวเธอเอง

รูปภาพ
"ความคิดอยู่รอบๆ ตัวเธอ แม้กระทั่งตัวเธอเอง" ท่ามกลางผู้คนและสิ่งต่างๆ ที่อยู่รายรอบตัวเธอ ทั้งผู้คน ต้นไม้ รถรา สิ่งปลูกสร้าง ดอกไม้ ผีเสื้อ เธอเคยเอะใจบ้างไหม ว่าเธอรู้จักสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร และมันเป็นอะไรเหมือนอย่างที่เราคิดรึเปล่า....? เรารับรู้สิ่งต่างๆ ผ่านความคิดโดยตรง ซึ่งเป็นผลจากการถูกสั่งสอนเมื่อครั้งเป็นเด็ก สิ่งต่างๆ ที่เรารู้จักโดยรอบ มันก็คือสิ่งเหล่านั้น เราจึงดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งที่เราคิด แม้กระทั่งตัวเธอ และชีวิตของเธอเอง.....

ตัวเธอคือความทุกข์

รูปภาพ
"ตัวเธอ" คือความทุกข์ เธอจึงพยายามหลีกหนีจากสิ่งที่เธอเป็นไปยังสิ่งที่เธอคิดอยากจะเป็น เพราะความไม่รู้จึงเกิดเป็นความไม่พอใจและเพราะความไม่พอใจจึงเกิดการสร้างภพดิ้นรนเพื่อเข้าไปเกิดเป็นตัวอะไรตามความคาดหวัง ไม่ว่ามันจะสมหวังหรือผิดหวัง ต่างก็เป็นการเติมเชื้อแห่งการเกิดใหม่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น จนกว่าจะเข้าใจว่าแท้จริงแล้วอะไรคือความเป็นเธอ และเธอเองคืออะไร เมื่อนั้นวงล้อแห่งการเกิดตายก็ถูกทำลายลงด้วยตัวของมันเอง

เราจะเป็นอิสระจากความคิดได้ไหม

รูปภาพ
เราจะเป็นอิสระจากความคิดได้ไหม.....? การจะเป็นอิสระจากความคิด คือต้องรู้และเข้าใจว่าอะไรคือความคิด และความคิดมันคืออะไร เมื่อเธอเห็นว่าทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากความคิด และความคิดนี้เองที่เป็นทุกๆ สรรพสิ่งเมื่อนั้นความคิดก็จะไม่มีการแบ่งแยก เมื่อไม่มีการแบ่งแยก ความวุ่นวายจึงไม่มี..... แต่หากเธอยังพยายามกำจัดความคิดหนึ่ง เพื่อไปยังอีกหนึ่งความคิดที่ดีกว่าหรือเป็นที่ชอบใจกว่า เธอก็ยังคงใช้อดีตเพื่อหนีอดีตอยู่นั้นเอง การเป็นอิสระจากความคิดคือการปล่อยให้อดีตมันจัดการตัวของมันเอง โดยไม่ลงความเห็น ไม่ไปตัดสิน ไม่ไปกีดกัน หรือพยายามไปปล่อยผ่าน เมื่อความคิดมันเห็นตัวมันเองและเข้าใจว่ามันคืออะไร เมื่อนั้นอิสรภาพแห่งความคิดที่ไร้การครอบงำตัดสินจากอดีตก็เผยตัวมันเองออกมา.....

เราจะเห็นความคิดและเข้าใจมันได้อย่างไร ?

รูปภาพ
เราจะเห็นความคิดและเข้าใจมันได้อย่างไร.....? เมื่อเธอต้องการเห็นความคิด.....ความคิดนั้นนั่นเองที่เป็นตัวบดบังความคิด ความคิดมันจึงมองไม่เห็นตัวมันเอง แต่จะรู้เมื่อความคิดหนึ่งดับไป แล้วความคิดใหม่เกิดขึ้น มันจึงเรียนรู้ตัวมันเองได้จากความคิดที่เป็นอดีตก่อนหน้านั้นที่ดับไป..... มันคือสิ่งที่ถูกอดีตสร้างขึ้น และมันกับอดีตก็คือสิ่งเดียวกัน เมื่อความคิดมันเข้าใจตัวมันเองว่ามันคืออะไร มันจะปฏิวัติตัวมันเองสู่ความเป็นอิสระ และทำลายความเชื่อต่างๆ ที่เคยมีให้หมดไปด้วยความเข้าใจตัวมันเอง.....

ความคิดคืออะไร

รูปภาพ
ความคิดคืออะไร...? เมื่อเธอได้ยินคำถามนี้กระบวนการทางความคิดก็ถูกกระตุ้นขึ้น คำตอบที่กำลังถูกประมวลผลนั้นคืออดีตทั้งหมดของเธอ อดีตที่เต็มไปด้วยข้อมูลความทรงจำที่หล่อหลอมจนกลายเป็นเธอในขณะนี้ ทั้งที่สำนึกได้ และไร้สำนึก หากความคิดนั้นคืออดีตแล้วอดีตคืออะไร...!? เมื่อเธอกำลังคิด ความคิดมันจะซ้อนทับความคิดที่เป็นข้อมูลเก่า เพื่อปรุงเป็นความคิดชุดใหม่ขึ้นมา มันคือกระบวนการ "คิดซ้อนคิด" ซึ่งผลของมันก็คือ ความสุข และความทุกข์ ของเธอนั้นเอง ทุกสิ่งที่เธอคิดจึงมีขีดจำกัดอยู่เพียงในอดีตเหล่านั้น จิตใจของเธอจึงถูกครอบงำอยู่ด้วยอดีตของเธอเอง.....

เห็นความคิดได้ ไม่เกิดตายก็เป็นอันหวังได้

รูปภาพ
"เห็นความคิดได้ ไม่เกิดตายก็เป็นอันหวังได้" เราอาศัยและใช้ความคิดจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน มันจึงยากที่จะแยก และตระหนักรู้ได้ถึงมัน สิ่งต่างๆ ที่เธอสังเกต และรับรู้ในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งในขณะนี้ มันก็คือภาพจากการประมวลผลของ “ความคิด” ที่ใช้ข้อมูลความคิดจากในอดีตเป็นตัวสร้าง ..... หากเธอตระหนักและฉุกใจคิดในเรื่องที่รู้ได้ ว่ามันคือความคิด และเห็นตัวเองกับความคิดเป็นสิ่งเดียวกัน การไม่เกิดตายก็เป็นอันหวังได้ในชาตินี้.....

การยอมรับความจริง เกิดจากการเข้าใจความจริง

รูปภาพ
เธอจะไปพยายามให้อะไรมันต้องเป็นอะไรอีกเล่า ในเมื่ออะไรๆ ที่ว่า.....มันก็ไม่ได้มีอะไรหรือเป็นอะไรอย่างที่เธอคิดอยู่แล้ว ! ............ ต่อให้สิ่งที่เธอเรียกมันว่าการยึดมั่นหรือการปล่อยวาง การจัดการหรือการรักษา การยอมรับหรือการปฏิเสธ การเข้าไปเป็นหรือการถอยห่าง ฯลฯ......มันจะดำเนินหรือเป็นไปอย่างไรมันก็เป็นเรื่องของมัน โดยที่ไม่มีใครแท้จริงไปเป็นผู้สร้างหรือผู้รับผล..... ทุกอย่างล้วนเกิดจาก "ความคิด" ที่เป็นกลไกในระบบของธรรมชาติที่มันต้องประมวลค่าและตอบสนองไปตามข้อมูลที่มันมี ต่อให้มันสร้างตัวตนที่เรียกว่า "เรา" ขึ้นมา มันก็ไม่ได้หมายความว่า “เรา” จะมีอยู่จริง หรือไม่ได้มีอยู่ เมื่อเราเข้าใจมันได้อย่างกระจ่าง มันจะวางระบบการทำงานของธรรมชาตินี้ลงได้ด้วยตัวมันเอง มันจะเป็นอิสระจากทุกสิ่งที่มันมีและไม่มี แปลกแยกออกจากทุกปรากฏการณ์ที่ภาษาไม่สามารถจับต้องมันได้.....

สุข บัง ตา

รูปภาพ
..... การฝังตัวเองอยู่ใน “ปิติสุข” ไม่ใช่ที่สุดในการรู้แจ้ง เพราะยังมีความพอใจในสุข ยังมีความอยากในสุข ยังมีการรักษาสุขเหล่านั้น ยังมีผู้ต้องการ ยังมีผู้กระทำ ยังมีผู้ได้รับผลของการกระทำ ยังมีผู้ต้องการแบ่งปัน ยังมีผู้เมตตา ยังมีผู้ส่งความเมตตา ยังมีผู้รักษาคุณธรรมและยังคงมีธรรมที่ยัง "เชื่อ" ว่ามันคือธรรม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งถูกผิด แต่ยังถูกปิดบังอยู่ด้วย "ความไม่รู้"..... เพราะมันคือการขังตัวเองไม่ให้เผชิญกับความจริงที่มันมีอยู่ ไม่ให้พบกับสภาพความเป็นจริงของธรรมชาติในความเป็นเช่นนั้นของอารมณ์และความคิด ปิดกั้นสิ่งที่ไม่อยาก และพยายามรักษาสิ่งที่พอใจให้ยังคงอยู่ มันคือการสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้อาศัยพึ่งพิง โลกแห่งความปิติสุข และนี่เองคือสิ่งที่ท่านเรียกว่า "ภพ" และเมื่อภพมี "ชาติ" จึงมี.....

เพราะคาดหวังในธรรม เธอจึงไม่รู้จักธรรม

รูปภาพ
  เธอเข้าหาธรรมเพราะความอยากให้สมใจอยาก อยากไม่ทุกข์ อยากไม่โกรธ อยากไม่เศร้า อยากมีสติ อยากขึ้นสวรรค์ อยากเป็นอรหันต์ ฯลฯ ........ สร้างสมตัวตนด้วยความอยากในมายาแห่งธรรมเหล่านั้นไปทีละน้อย กระทั่งกลืนจมไปกับทะเลแห่งธรรมะมายาจนหาทางออกไม่เจอ..... "ธรรม" จึงไม่ใช่สิ่งพึ่งพา หากแต่เป็นเครื่องนำพาให้พ้นไปจาก “สาระธรรม” ทั้งหลาย ธรรมแท้จึงไม่ใช่ธรรม มันจึงไม่สามารถช่วยให้ใครหมดกิเลส หมดทุกข์ หมดโศก หมดโกรธได้ หรือทำให้ใครรวยขึ้น มีความสุขขึ้น มีคนรักมากขึ้นก็หาไม่ เพราะสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมา มันเป็นแต่เพียงภาพมายาของความคิดที่ปรุงแต่งขึ้น โดยแท้แล้วมันไม่เคยมีใครไปสุขไปทุกข์ ไม่เคยมีใครไปโกรธเกลียดใครหรืออะไรเลย เป็นเธอเท่านั้นที่คิดมันไปเอง ประโยชน์ของธรรมคือเป็นเครื่องนำพาให้เธอตายแล้วไม่เกิดได้เพียงอย่างเดียว.....

อิสระ ที่ไร้ซึ่งผู้เป็นอิสระ

รูปภาพ
เมื่อเธอมองเห็นต้นไม้ เธอจะเป็นอิสระจากคำว่าต้นไม้นั้นได้หรือไม่ เมื่อเธอพึ่งพิงร่มเงาของต้นไม้นั้นเพื่อหลบไอร้อนจากแสงแดด เธอจะเป็นอิสระจากความพอใจนั้นได้หรือไม่ และเมื่อสายลมหอบเอาไอร้อนเข้ามาปะทะใบหน้าของเธอเธอจะเป็นอิสระจากความไม่พอใจนั้นได้ไหม การเป็น “อิสระ” ไม่ใช่เรื่องของการปล่อยวาง แต่มันคือการทำลายความเชื่อที่มันมี ไม่ใช่การทำลายสิ่งที่มันมีให้เชื่อ โดยการเข้าใจกับสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้งให้เกิดการเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง จนสามารถทำลายความเชื่อและการเข้าใจผิดที่มีไปได้อย่างสิ้นเชิง.....

อารมณ์

รูปภาพ
"อารมณ์"......ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ตามปัจจัยพื้นฐานของมัน มันจึงจำเป็นจะต้องมี ความกลัว, ความอยาก, ความโกรธ, ความสุข, ความเศร้า ฯ เพื่อหล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนให้ชีวิตมันดำเนินไปตามธรรมชาติอย่างที่มันต้องเป็น “อารมณ์” .....จึงเป็นสิ่งที่มีประจำตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต มันไม่ได้เป็นคุณหรือโทษ แต่เพราะความไม่เข้าใจ เราจึงหลงเชื่อเอาว่าอารมณ์มันมีขึ้นเพราะเรา และเราเป็นเจ้าของมัน เกิดเป็นความชอบและไม่ชอบ และหลงเข้าใจผิดคิดกำจัดอารมณ์หนึ่งเพื่อรักษาอารมณ์หนึ่งเอาไว้ เพื่อให้ลุสู่ความบริสุทธิ์ที่เขาคิด โดยเขาไม่รู้เลยว่าทั้ง "อารมณ์และตัวตน" มันมีความบริสุทธิ์ของมันอยู่แล้ว คือบริสุทธิ์จากการถือครอง จากสมมติบัญญัติ และบริสุทธิ์จากตัวมันเอง เราเพียงเห็นและเข้าใจมันให้ได้เท่านั้น แล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเป็นธรรม ที่ไม่จำเป็นต้องมีความเป็นธรรม นั้นเองคือความบริสุทธิ์ที่แท้จริง.....

ความเป็นเช่นนั้น

รูปภาพ
ความเป็นเช่นนั้นเอง......คือกลไกของธรรมชาติที่ไม่สนใจหรือข้องเกี่ยวกับสิ่งใดๆ ในการเป็น "เช่นนั้น" ของมัน คำว่าไม่ข้องเกี่ยวกับสิ่งใดๆ ครอบคลุมกว้างถึงคำและความหมายของคำว่า "เช่นนั้นเอง" ด้วย ทุกสิ่งที่เห็นว่ามันเปลี่ยนถ่าย แท้จริงแล้วมันไม่มีอะไรเปลี่ยนหรือคงอยู่ มันไม่ได้หายไปหรือกลายสภาพ “ความเป็นเช่นนั้น” ของทุกสรรพสิ่งมันแน่นิ่งนิรันดร์ สิ่งที่มันเป็นคือความไม่เป็นอะไร แต่ที่เธอเข้าใจและเห็นว่ามันแปรเปลี่ยนคือ "ความคิด" ของเธอเอง ธรรมชาติของ "ความเป็นเช่นนั้น" จริงแท้แล้วท่านไม่ได้หมายถึงธรรมชาติของ "สิ่งที่ถูกเห็น" แต่หมายถึงธรรมชาติของ "ตัวที่เข้าไปเห็น" ความเป็นธรรมดาและธรรมชาติของความคิดที่มันไม่หยุดนิ่ง แปรเปลี่ยนไปตามสภาพของสิ่งเร้า ความเป็นเช่นนั้นเองของความคิดนี้ต่างหากที่เป็นหัวใจของ "ตถาตา" แท้จริง.....

การเข้าใจธรรม คือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใด

รูปภาพ
การเข้ามาศึกษาธรรมนั้น ยังมีหลายท่านที่เข้าใจผิด ยังคิดจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ตามความเชื่อที่ความคิดมันสร้างขึ้น คำว่า "การศึกษา" คือการเรียนรู้ "ธรรม" คือสิ่งต่างๆ ที่มันมี โดยรวมแล้วการศึกษาธรรม คือการเฝ้ามองสิ่งต่างๆ ที่มันมีขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ให้ดูความคิดที่ไม่ใช่การช่วยมันคิด เห็นความคิดมันผลักดันไม่ใช่การไปผลักดันความคิด จนสามารถแยกแยะสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นได้ และเข้าใจความคิดจนเป็นอิสระได้จากมันแล้วเรื่องก็จบ คำว่า "อิสระ" คือการไม่ใส่ใจต่อความมีหรือไม่มี เป็นหรือไม่เป็น ใช่หรือไม่ใช่ เชื่อหรือไม่เชื่อ ต่อความดีหรือความเลวต่อสมาธิหรือฟุ้งซ่าน ต่อความสุขหรือความทุกข์ ต่อปุถุชนหรืออรหันต์ ฯลฯ ความเป็นอิสระคือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใดๆ ตัวตนมันจะมีมันก็มี หรือว่าความเป็นเรามันจะสุขมันจะทุกข์ มันจะเศร้ามันจะดีมันก็เรื่องของมัน เพราะมันคือโลก ที่ต้องเป็นอะไรไปตามอย่างที่โลกมันเป็น ที่ไม่ใช่การหนีโลกหรือการต้องอยู่เหนือโลก ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบแล้วก็อุปโลกน์หลอกตัวเองว่าเป็นผู้แจ้งธรรมและหลุดพ้น ถ้าเช่นนั้นก้อนดินก้อนหินคงเป็นอรหันต์...

ตถาตา

รูปภาพ
๏ เมื่อไหร่ที่เธอหลงและจมไปกับความหมายต่างๆ ของความคิด เมื่อนั้นโลกแห่งจินตนาการเสมือนจริงก็ปรากฏ และเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นมันจางคลาย "ความว่าง" ก็เผยตัว ทุกสิ่งก็คืนสู่ความเป็นธรรมชาติเดิมสลับหมุนเวียนเหมือนเกลียวคลื่นที่ซับกระทบฝั่ง เธอเพียงทำความเข้าใจกับมันให้ถึงที่สุด แล้วเธอจะไม่ใช่เกลียวคลื่นเหล่านั้นอีกต่อไป.....  ๏ คลื่นไม่ใช่น้ำและน้ำก็ไม่ใช่ตัวให้กำเนิดคลื่น แต่เป็นเพราะลมแห่งความคิดที่โบกพัดผิวน้ำให้เกิดเป็นเกลียวคลื่นของสิ่งปรุงแต่งซัดเข้าหาฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่าไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ เลยต่อตัวน้ำ น้ำจึงเป็นอิสระจากคลื่นและลม ต่อให้คลื่นลมจะแรงเพียงใด ก็ไม่สามารถทำอะไรต่อน้ำได้ และตัวน้ำเองมันก็เป็นอิสระจากตัวมันเอง มันจึงอยู่ในสภาวะ ที่ไร้สภาวะ มีตัวแต่ไร้ตน ไร้ต้นกำเนิดและจุดสิ้นสุด จึงเปรียบน้ำคือจิต ความคิดคือลม และสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายคือเกลียวคลื่น มันคือกระบวนการของธรรมชาติที่ทำงานร่วมกันเป็นตถาตาเช่นนั้นเอง.....

ความบริสุทธิ์มันมีประจำอยู่ในทุกสิ่งอย่าง แต่เพราะอยากให้ทุกสิ่งอย่างมันบริสุทธิ์.....ความคิดเธอจึงกลายเป็นมลทิน

รูปภาพ
ความบริสุทธิ์มันมีประจำอยู่ในทุกสิ่งอย่าง แต่เพราะอยากให้ทุกสิ่งอย่างมันบริสุทธิ์.....ความคิดเธอจึงกลายเป็นมลทิน !!! เพราะคิดเอาเองว่า "ความบริสุทธิ์" คือต้องหมดสิ้นซึ่งความชั่ว และต้องมีแต่ความดี เราเลยหลงไล่ล่าขจัดความคิดที่ชั่วร้ายกันเป็นบ้าหลัง อย่างงมงายและโง่เขลา ... สิ่งที่เห็นว่าชั่ว ก็เพราะเชื่อและคิดเอาเองว่ามันชั่ว ... สิ่งที่เห็นว่าดี ก็เพราะเชื่อและคิดเอาเองว่ามันดี เมื่อถามว่า ความดีและความชั่วมันอยู่ตรงไหน ? ......... คำตอบที่ได้ก็คืออยู่ในความคิดของผู้ที่คิดนั้นเอง สิ่งต่างๆ ที่มันเกิดมีขึ้นก็ล้วนแล้วแต่บริสุทธิ์และเป็นอิสระด้วยกันทั้งสิ้น คือบริสุทธิ์และเป็นอิสระ......... ...... จากความดีและความชั่ว ...... จากความคิดและความเห็น ...... จากความเชื่อและความไม่เชื่อ ...... จากสิ่งที่มันต้องเป็นและสิ่งที่มันเป็น "เปรียบดั่งน้ำที่อยู่ในถุงที่ถูกรัดปากไว้ด้วยหนังยางอย่างแน่นหนา ไม่สามารถสร้างมลทินให้กับก้อนสำลีที่ตั้งอยู่ข้างๆ ได้ฉันใด ความคิดต่างๆ ที่เปรียบดังน้ำที่อยู่ภายในถุงแห่งความคิด ก็ไม่สามารถทำอะไรความบริสุทธิ์ได้ฉันนั้น" ทุกสิ่งจึงมีความบริสุทธิ์...

อดีตคือตัวเธอ

รูปภาพ
"ความเป็นเธอ" และทุกการกระทำของเธอคือ “อดีต” ทั้งหมดของเธอเอง อดีต......ที่เป็นเพียงภาพจำที่ไม่มีอยู่จริง......และเธอเองก็คือสิ่งๆ นั้น....!!!

เราสร้างความคิด แล้วความคิดก็สร้างเรา

รูปภาพ
ทุกสิ่งที่เธอเห็นว่า “มีและไม่มี” เป็นเพียงสิ่งที่เธอ “คิด” และสร้างขึ้นมาเอง หากเธอถามว่าอะไรคือความจริงที่ควรค้นหา อะไรคือสิ่งที่ควรศึกษาเพื่อก้าวสู่ความหลุดพ้น อะไรคือสิ่งประเสริฐสูงสุดในการบำเพ็ญเพียร.... คำตอบคือไม่มีความจริงใดให้เธอค้นหา ไม่มีอะไรที่ควรศึกษาและการหลุดพ้น ทั้งไม่มีสิ่งประเสริฐ และการบำเพ็ญ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเธอเองที่สร้างมันขึ้นมาแล้วก็เฝ้ารอสิ่งใหม่ที่เธอจะสร้างขึ้น ลักษณาการต่างๆ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการไหวตัวของมายา ทั้งที่เป็นคำถามและที่เป็นคำตอบ ทั้งคำตอบ คำถาม ตัวผู้ถาม ลักษณะของคำตอบ ลักษณะของคำถาม และลักษณะของผู้ถาม ล้วนแต่เกิดจากความคิดสิ้น ความคิดที่เปรียบเสมือนเงาบนผิวน้ำ ที่ถึงจะเห็นว่ามีแต่ก็ใช่ว่ามันจะมี เปรียบเหมือนเส้นขอบฟ้า ที่เห็นอยู่แต่ก็ไม่ได้ตั้งอยู่จริง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็คือสิ่งนั้น มันจึงไม่มีความจริง หรือสิ่งลวง ไม่มีสิ่งที่ควรศึกษาหรือไม่ควรศึกษา ไม่มีการหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น ไม่มีสิ่งประเสริฐหรือต่ำทราม ไม่มีการบำเพ็ญหรือผู้บำเพ็ญ ไม่มีการกระทำหรือผลของการกระทำ มีเพียงความว่างที่เป็นอิสระอย่างบริสุทธิ์ที่มีอยู่อย่างเป็นนิรันดร์.....

เราหวาดกลัว สิ่งที่เราไม่รู้

รูปภาพ
เราหวาดกลัว สิ่งที่เราไม่รู้ ......... เพราะความไม่รู้ เราจึงหวาดกลัวและเพราะความหวาดกลัวเราจึงสร้างสิ่งพึ่งพิงอันยิ่งใหญ่เอาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในขณะที่ปากก็พร่ำร่ำร้องเรียกหาอิสรภาพอันบริสุทธิ์และดินแดนแห่งความเป็นนิรันดร์ หากเธอยังมีสิ่งให้เกาะเกี่ยวยึดมั่น เธอก็ไม่มีวันเป็นอิสระได้จากสิ่งๆ นั้น เปรียบดั่งนกกาที่ใคร่ยลผืนฟ้ากลางนภากาศ แต่สองปีกก็ยังกอดรังนอนเอาไว้แน่น การไม่เกาะเกี่ยวกับสิ่งใดไม่ใช่การปล่อยวาง ไม่ใช่การกระทำสิ่งใดให้เกิดขึ้นตามความหมายของภาษา แต่มันคือการเข้าไปสัมผัสให้ได้ถึงธรรมชาติเดิมของจิตใจที่เป็นอิสระอยู่แล้วของมัน ไม่ผูกพัน ไม่ยึดมั่นและไม่เคยเก็บสิ่งใดเอาไว้ในมัน สภาพความเป็นอย่างนั้นของจิตใจ ไม่มีคำใด ภาษาใดหรือความหมายใดไปจับต้องได้ สิ่งใดที่ปราศจากการเจือปน สิ่งนั้นย่อมบริสุทธิ์ และเมื่อมันไม่มีลักษณะของการเกิดตายสิ่งนั้นย่อมมีความเป็นนิรันดร์ มันมีอยู่ประจำอยู่แล้วในเราทุกคน

ดอกไม้

รูปภาพ
หากมีดอกไม้วางอยู่ตรงหน้าเธอ.....เธอรู้ได้อย่างไรว่ามันคือดอกไม้ มันบอกเธอหรือ....? หรือเธอเข้าใจเอาเอง !?..... สิ่งที่มันเป็น...กับสิ่งที่เธอให้มันเป็น มันไม่เคยเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด สิ่งที่เธอเห็น...กับดอกไม้ที่เธอคิด มันก็ไม่เคยจะเป็นสิ่งเดียวกัน..... ดอกไม้เป็นเพียงมโนภาพจากความทรงจำที่เธอสร้างเพื่อใช้แทนค่าให้กับสิ่งสดใหม่ที่อยู่ตรงหน้าของเธอ.....ความสดใหม่ ที่ไม่ใช่ปัจจุบันขณะแต่มันคือความสดใหม่ในความเป็นอย่างนั้นอยู่เสมอ.....แต่เมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกหรือรับรู้ได้ต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อนั้นปัจจุบันของเธอจึงมีขึ้น..... หากเธอตระหนักรู้ได้ถึงดอกไม้ที่เธอคิดและเห็นมันแยกออกจากกันกับสิ่งที่เธอเห็นและเห็นว่าตัวเธอเองกับดอกไม้นั้นเป็นของสิ่งเดียวกัน เมื่อนั้นความเป็นอิสระหลุดพ้นจากมายาอันเพ้อเจ้อของโลกแห่งความคิดก็มีขึ้นกับเธอ.....