บทความ

ความเข้าใจที่แท้จริง มันไม่มีอะไร ที่จะให้เข้าใจ

รูปภาพ
 “ความเข้าใจที่แท้จริง มันไม่มีอะไรที่จะให้เข้าใจ และมันก็ไม่มีใครไป เข้าใจอะไรด้วย  หากยังเหลือสิ่งที่เข้าใจและผู้ที่เข้าใจสิ่งนั้นอยู่…... ความเข้าใจอันนั้นก็เป็นความเข้าใจที่ยังไม่เข้าใจ” การเข้าใจ “ธรรมชาติ” ของการเปลี่ยนแปลง  ไม่คงที่  เกิดดับ และควบคุมไม่ได้................ยังเป็นเพียงความเข้าใจในระดับ ของความคิดที่ใช้การนึกเอาคิดเอาอยู่เพื่อให้ "ตัวตน" มันรู้สึก ปล่อยวางทุกๆ สิ่ง เกิดเป็นความสุขสงบขึ้นในจิตใจ และหากเกิด ความพอใจในอารมณ์สุขนั้นๆ ก็เป็นสิ่งอันตรายต่อความเป็นอิสระ อย่างสิ้นเชิง... …… การพิจารณาสิ่งต่างๆ ต้องใช้ความคิดก็จริงอยู่ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ต้องใช้ความคิดความเข้าใจอันนั้นกลับมาพิจารณาสวนขึ้นไปอีกที…. เพื่อให้ถึงความบริสุทธิ์โดยแท้จริงหากยังมีความเชื่อว่า..... ลักษณาการอย่างนั้น คือการเปลี่ยนแปลง….. ลักษณาการอย่างนั้น คือการเกิดคือการดับ ลักษณาการอย่างนั้น คือการควบคุมไม่ได้ มันก็ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงของมายาความคิด เพราะทุกสิ่งที่มีลักษณะ ลักษณะนั้นเองที่เป็นมายา - ที่เห็นว่ามัน "เปลี่ยนแปลง เกิดดับ ควบคุมไม่ได้"       ...

จงฉลาดในกรรม

รูปภาพ
...... ท่านว่า "เจตนาคือตัวกรรม" เป็นการหลอกสอนให้ผู้ที่ยังไม่ เข้าใจได้พิจารณาตัวกรรมว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร เพื่อได้เป็น อิสระหลุดพ้นไปจากมัน "กรรม" คือการเจตนาที่คิด และอารมณ์ที่มีขึ้น ให้เสพในขณะที่คิดนั่นก็คือผลของมัน........... ....ใครเล่าคือผู้คิด!? ในเมื่อขณะที่คิดผู้คิดนั้นไม่มี...!!! (เชิญลองพิสูจน์) "ผู้คิด" ถูกสร้างขึ้นหลังความคิด ผู้คิดและสิ่งที่คิดจึงเป็นสิ่งเดียว กันนั้นคือความคิด และมันมีขึ้นด้วยตัวของมันเองไม่มีใครเป็นเจ้า ของของมัน เมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าของความคิดก็ไร้ซึ่งผู้เจตนา...... เมื่อไม่มีผู้เจตนาก็ไม่มีใครต้องได้รับผลกรรม แต่ก็ใช่ว่ากรรมและ ความคิดนั้นจะไม่มี............ "กรรมและผลของกรรม" นั้นจะยังคงมีอยู่ตราบเท่าที่ชีวิตมันดำรงอยู่ ชีวิตนี้นี่เองคือตัวกรรมที่แท้จริง เมื่อค้นพบว่าชีวิตมันเป็นเจ้าของ ของ ตัวมันเอง อิสรภาพแห่งชีวิตก็เกิดขึ้น เมื่อชีวิตได้อิสรภาพของมันคืน "ก็ไร้ซึ่งผู้ครอบครองกรรม" เมื่อไร้ซึ่งผู้ครอบครอง ก็ไร้ซึ่งผู้ต้องรับผลของมัน นี่เองคือปัญญาของ การหลุดพ้นและเป็นอิสระจากกรรม

เมื่อไร้เบื้องต้นและเบื้องปลาย "ท่ามกลาง" จึงไร้ที่ตั้ง

รูปภาพ
 เมื่อไร้......... เบื้องต้นและเบื้องปลาย "ท่ามกลาง" จึงไร้ที่ตั้ง.... "กาลเวลา" คือ "ตัวเธอ" และตัวเธอนั้นแหละคือ "กาลเวลา" เมื่อ "เธอมี"......"กาลเวลา" จึงมี เมื่อกาลเวลามี "สรรพสิ่ง" จึงมี และเมื่อ "เธอหาย" สัจจะและอิสระภาพก็เผยตัว "จิตใจ" ที่ถูกบีบเค้นจากความ "ตั้งใจ" ก็กลับคืน สลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของ "จักรวาล"............. "จักรวาล" ที่ไร้กาลปรุงแต่ง ที่โอบกอดการปรุงแต่งทั้งปวงเอาไว้...... "จักรวาล" ที่ไม่มีการขาดพร่องมันจึงไม่ต้องรักษาหรือเติมเต็มตัวมันเอง "จักรวาล" ที่ไร้ที่ตั้ง...มันจึงไม่ต้องขจัดสิ่งสกปรกเพื่อให้เกิดความสะอาดใดๆ...... "จิตใจ" นี้เองคือ "จักรวาล" .......ที่ไร้รูปแบบและสันฐาน ความเป็นปกติ และไม่ปกติที่เกิดขึ้นในจิตใจ จึงเป็นเพียงม่านอวิชชาของผู้เข้าใจไปอย่างนั้น  ของผู้นั้นนั่นเอง...........

เราสร้างมายาทั้งหลาย แล้วมายาทั้งหลายก็สร้าง "ความเป็นเรา"

รูปภาพ
 เราสร้างมายาทั้งหลาย แล้วมายาทั้งหลายก็สร้าง "ความเป็นเรา" ประตูสู่การตรัสรู้ นั้นไร้ซึ่งประตู แต่เพราะ "ความไม่รู้" ประตูจึงมีขึ้น หนทางสู่การเป็นพุทธะ นั้นไร้ซึ่งเส้นทาง แต่เพราะ "ความขลาดเขลา" เส้นทางจึงมีขึ้น สภาวะแห่งพุทธะ นั้นไร้ซึ่งเจ้าของ แต่เพราะ "ความริษยา" พุทธะจึงถูกจับจอง

มายา สู่ มายา

รูปภาพ
  หากตัวเราเป็นเพียงมายา การปฏิบัติจากสิ่งที่เป็นมายา ก็คือมายาด้วยเช่นกัน การปฏิบัติทุกอย่างที่เป็นกุศโลบายธรรม ก็เพื่อมุ่งเน้นและชี้ตรงไปยังการให้เห็นตัวความคิด เพื่อการศึกษาให้รู้ซึ้งถึงคุณสมบัติของมันอย่างกระจ่างแจ้ง แล้วสวนทวนย้อนกลับมาสัมผัสตัวผู้เห็นและปัญญาจากการ เข้าใจอันนั้น จนสามารถรวบยอดความคิดสรุปเห็นว่ามันคือ สิ่งเดียวกันทั้งหมด แล้วกระบวนการการสลัดคืนและละวาง ความคิดโดยความคิดก็เกิดขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติด้วยตัว ธรรมชาตินั้นของมันเอง แต่หากยังวุ่นวายอยู่กับตัวความหมายของกุศโลบาย จนเกิดไปมีตัวมีตนผู้ปฏิบัติตามกุศโลบายนั้นขึ้น เกิดเป็นมีผล จากการปฏิบัติ เกิดเป็นมีผู้ได้รับผลจากการปฏิบัตินั้น จนเกิด เป็นการรักษาและพยายามไล่ล่าเพื่อให้ได้มาซึ่งผลจากการปฏิบัติ เหล่านั้นยิ่งๆ ขึ้นไป ก็เท่ากับว่าเธอยังคงถูกล่อหลอกให้วนเวียน ลูบคลำอยู่แต่เพียงตัวภาษาและความหมายของกุศโลบายที่เชื่อถือ อันนั้น ด้วยอำนาจการผลักดันของความอยากที่จะสมอยาก จากการหลงเชื่อต่อความคิด จนกลายเป็นตัวเธอเองที่ไปปิดบัง ปัญญาจากตัวเธอเอง

จริงไหม

รูปภาพ
  ต่อให้เธอปฏิเสธว่าเธอไม่เชื่ออะไร เธอก็ยังเชื่ออยู่ดีว่าเธอไม่เชื่ออะไร ,, ต่อให้เธอบอกว่าเธอไม่ได้คิดอะไร เธอก็ยังคิดอยู่ดีว่าเธอไม่คิดอะไร ,, ต่อให้เธอบอกว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไร เธอก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่าเธอไม่รู้สึกอะไร ,, ต่อให้เธอบอกว่าเธอก็อยู่กับปัจจุบัน แต่สิ่งที่เธอรับรู้มันกลับไม่ใช่ปัจจุบัน

หนึ่งสิ่ง คือทุกสรรพสิ่ง

รูปภาพ
 เห็นความคิด ก็เห็นธรรม รู้ความคิด ก็รู้ธรรม เข้าใจความคิด ก็เข้าใจธรรม จนปัญญา............มันรวบยอดความคิด เห็นทุกสรรพสิ่ง.......เป็นเพียงสิ่งหนึ่งสิ่ง และสิ่งหนึ่งสิ่งนี้เองคือทุกสรรพสิ่ง........ ที่เป็นเพียง "ความคิด" เมื่อนั้น.............. ความคิดก็จะสลัดความคิด และธรรมมันก็จะทิ้งธรรม.... กระบวนการปล่อยวาง ก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ เป็นการดับ ชาติด้วยธรรม......... ..........แล้วมันก็ปล่อยให้อะไรๆ เป็นไปตามเรื่องตามราวของมัน ไม่ยึด ไม่ปล่อย ไม่ถือ ไม่วาง ไม่ยอมรับ ไม่ปฏิเสธ และไม่เหลือ อะไรให้ต้องเข้าใจอีกต่อไป.........