บทความ

การเข้าใจธรรม คือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใด

รูปภาพ
การเข้ามาศึกษาธรรมนั้น ยังมีหลายท่านที่เข้าใจผิด ยังคิดจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรๆ ตามความเชื่อที่ความคิดมันสร้างขึ้น คำว่า "การศึกษา" คือการเรียนรู้ "ธรรม" คือสิ่งต่างๆ ที่มันมี โดยรวมแล้วการศึกษาธรรม คือการเฝ้ามองสิ่งต่างๆ ที่มันมีขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ให้ดูความคิดที่ไม่ใช่การช่วยมันคิด เห็นความคิดมันผลักดันไม่ใช่การไปผลักดันความคิด จนสามารถแยกแยะสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เป็นได้ และเข้าใจความคิดจนเป็นอิสระได้จากมันแล้วเรื่องก็จบ คำว่า "อิสระ" คือการไม่ใส่ใจต่อความมีหรือไม่มี เป็นหรือไม่เป็น ใช่หรือไม่ใช่ เชื่อหรือไม่เชื่อ ต่อความดีหรือความเลวต่อสมาธิหรือฟุ้งซ่าน ต่อความสุขหรือความทุกข์ ต่อปุถุชนหรืออรหันต์ ฯลฯ ความเป็นอิสระคือการไม่ยอมรับหรือปฏิเสธสิ่งใดๆ ตัวตนมันจะมีมันก็มี หรือว่าความเป็นเรามันจะสุขมันจะทุกข์ มันจะเศร้ามันจะดีมันก็เรื่องของมัน เพราะมันคือโลก ที่ต้องเป็นอะไรไปตามอย่างที่โลกมันเป็น ที่ไม่ใช่การหนีโลกหรือการต้องอยู่เหนือโลก ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งต่างๆที่เข้ามากระทบแล้วก็อุปโลกน์หลอกตัวเองว่าเป็นผู้แจ้งธรรมและหลุดพ้น ถ้าเช่นนั้นก้อนดินก้อนหินคงเป็นอรหันต์...

ตถาตา

รูปภาพ
๏ เมื่อไหร่ที่เธอหลงและจมไปกับความหมายต่างๆ ของความคิด เมื่อนั้นโลกแห่งจินตนาการเสมือนจริงก็ปรากฏ และเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นมันจางคลาย "ความว่าง" ก็เผยตัว ทุกสิ่งก็คืนสู่ความเป็นธรรมชาติเดิมสลับหมุนเวียนเหมือนเกลียวคลื่นที่ซับกระทบฝั่ง เธอเพียงทำความเข้าใจกับมันให้ถึงที่สุด แล้วเธอจะไม่ใช่เกลียวคลื่นเหล่านั้นอีกต่อไป.....  ๏ คลื่นไม่ใช่น้ำและน้ำก็ไม่ใช่ตัวให้กำเนิดคลื่น แต่เป็นเพราะลมแห่งความคิดที่โบกพัดผิวน้ำให้เกิดเป็นเกลียวคลื่นของสิ่งปรุงแต่งซัดเข้าหาฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่าไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็ไม่มีผลกระทบใดๆ เลยต่อตัวน้ำ น้ำจึงเป็นอิสระจากคลื่นและลม ต่อให้คลื่นลมจะแรงเพียงใด ก็ไม่สามารถทำอะไรต่อน้ำได้ และตัวน้ำเองมันก็เป็นอิสระจากตัวมันเอง มันจึงอยู่ในสภาวะ ที่ไร้สภาวะ มีตัวแต่ไร้ตน ไร้ต้นกำเนิดและจุดสิ้นสุด จึงเปรียบน้ำคือจิต ความคิดคือลม และสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายคือเกลียวคลื่น มันคือกระบวนการของธรรมชาติที่ทำงานร่วมกันเป็นตถาตาเช่นนั้นเอง.....

ความบริสุทธิ์มันมีประจำอยู่ในทุกสิ่งอย่าง แต่เพราะอยากให้ทุกสิ่งอย่างมันบริสุทธิ์.....ความคิดเธอจึงกลายเป็นมลทิน

รูปภาพ
ความบริสุทธิ์มันมีประจำอยู่ในทุกสิ่งอย่าง แต่เพราะอยากให้ทุกสิ่งอย่างมันบริสุทธิ์.....ความคิดเธอจึงกลายเป็นมลทิน !!! เพราะคิดเอาเองว่า "ความบริสุทธิ์" คือต้องหมดสิ้นซึ่งความชั่ว และต้องมีแต่ความดี เราเลยหลงไล่ล่าขจัดความคิดที่ชั่วร้ายกันเป็นบ้าหลัง อย่างงมงายและโง่เขลา ... สิ่งที่เห็นว่าชั่ว ก็เพราะเชื่อและคิดเอาเองว่ามันชั่ว ... สิ่งที่เห็นว่าดี ก็เพราะเชื่อและคิดเอาเองว่ามันดี เมื่อถามว่า ความดีและความชั่วมันอยู่ตรงไหน ? ......... คำตอบที่ได้ก็คืออยู่ในความคิดของผู้ที่คิดนั้นเอง สิ่งต่างๆ ที่มันเกิดมีขึ้นก็ล้วนแล้วแต่บริสุทธิ์และเป็นอิสระด้วยกันทั้งสิ้น คือบริสุทธิ์และเป็นอิสระ......... ...... จากความดีและความชั่ว ...... จากความคิดและความเห็น ...... จากความเชื่อและความไม่เชื่อ ...... จากสิ่งที่มันต้องเป็นและสิ่งที่มันเป็น "เปรียบดั่งน้ำที่อยู่ในถุงที่ถูกรัดปากไว้ด้วยหนังยางอย่างแน่นหนา ไม่สามารถสร้างมลทินให้กับก้อนสำลีที่ตั้งอยู่ข้างๆ ได้ฉันใด ความคิดต่างๆ ที่เปรียบดังน้ำที่อยู่ภายในถุงแห่งความคิด ก็ไม่สามารถทำอะไรความบริสุทธิ์ได้ฉันนั้น" ทุกสิ่งจึงมีความบริสุทธิ์...

อดีตคือตัวเธอ

รูปภาพ
"ความเป็นเธอ" และทุกการกระทำของเธอคือ “อดีต” ทั้งหมดของเธอเอง อดีต......ที่เป็นเพียงภาพจำที่ไม่มีอยู่จริง......และเธอเองก็คือสิ่งๆ นั้น....!!!

เราสร้างความคิด แล้วความคิดก็สร้างเรา

รูปภาพ
ทุกสิ่งที่เธอเห็นว่า “มีและไม่มี” เป็นเพียงสิ่งที่เธอ “คิด” และสร้างขึ้นมาเอง หากเธอถามว่าอะไรคือความจริงที่ควรค้นหา อะไรคือสิ่งที่ควรศึกษาเพื่อก้าวสู่ความหลุดพ้น อะไรคือสิ่งประเสริฐสูงสุดในการบำเพ็ญเพียร.... คำตอบคือไม่มีความจริงใดให้เธอค้นหา ไม่มีอะไรที่ควรศึกษาและการหลุดพ้น ทั้งไม่มีสิ่งประเสริฐ และการบำเพ็ญ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเธอเองที่สร้างมันขึ้นมาแล้วก็เฝ้ารอสิ่งใหม่ที่เธอจะสร้างขึ้น ลักษณาการต่างๆ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการไหวตัวของมายา ทั้งที่เป็นคำถามและที่เป็นคำตอบ ทั้งคำตอบ คำถาม ตัวผู้ถาม ลักษณะของคำตอบ ลักษณะของคำถาม และลักษณะของผู้ถาม ล้วนแต่เกิดจากความคิดสิ้น ความคิดที่เปรียบเสมือนเงาบนผิวน้ำ ที่ถึงจะเห็นว่ามีแต่ก็ใช่ว่ามันจะมี เปรียบเหมือนเส้นขอบฟ้า ที่เห็นอยู่แต่ก็ไม่ได้ตั้งอยู่จริง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็คือสิ่งนั้น มันจึงไม่มีความจริง หรือสิ่งลวง ไม่มีสิ่งที่ควรศึกษาหรือไม่ควรศึกษา ไม่มีการหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น ไม่มีสิ่งประเสริฐหรือต่ำทราม ไม่มีการบำเพ็ญหรือผู้บำเพ็ญ ไม่มีการกระทำหรือผลของการกระทำ มีเพียงความว่างที่เป็นอิสระอย่างบริสุทธิ์ที่มีอยู่อย่างเป็นนิรันดร์.....

เราหวาดกลัว สิ่งที่เราไม่รู้

รูปภาพ
เราหวาดกลัว สิ่งที่เราไม่รู้ ......... เพราะความไม่รู้ เราจึงหวาดกลัวและเพราะความหวาดกลัวเราจึงสร้างสิ่งพึ่งพิงอันยิ่งใหญ่เอาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ในขณะที่ปากก็พร่ำร่ำร้องเรียกหาอิสรภาพอันบริสุทธิ์และดินแดนแห่งความเป็นนิรันดร์ หากเธอยังมีสิ่งให้เกาะเกี่ยวยึดมั่น เธอก็ไม่มีวันเป็นอิสระได้จากสิ่งๆ นั้น เปรียบดั่งนกกาที่ใคร่ยลผืนฟ้ากลางนภากาศ แต่สองปีกก็ยังกอดรังนอนเอาไว้แน่น การไม่เกาะเกี่ยวกับสิ่งใดไม่ใช่การปล่อยวาง ไม่ใช่การกระทำสิ่งใดให้เกิดขึ้นตามความหมายของภาษา แต่มันคือการเข้าไปสัมผัสให้ได้ถึงธรรมชาติเดิมของจิตใจที่เป็นอิสระอยู่แล้วของมัน ไม่ผูกพัน ไม่ยึดมั่นและไม่เคยเก็บสิ่งใดเอาไว้ในมัน สภาพความเป็นอย่างนั้นของจิตใจ ไม่มีคำใด ภาษาใดหรือความหมายใดไปจับต้องได้ สิ่งใดที่ปราศจากการเจือปน สิ่งนั้นย่อมบริสุทธิ์ และเมื่อมันไม่มีลักษณะของการเกิดตายสิ่งนั้นย่อมมีความเป็นนิรันดร์ มันมีอยู่ประจำอยู่แล้วในเราทุกคน

ดอกไม้

รูปภาพ
หากมีดอกไม้วางอยู่ตรงหน้าเธอ.....เธอรู้ได้อย่างไรว่ามันคือดอกไม้ มันบอกเธอหรือ....? หรือเธอเข้าใจเอาเอง !?..... สิ่งที่มันเป็น...กับสิ่งที่เธอให้มันเป็น มันไม่เคยเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด สิ่งที่เธอเห็น...กับดอกไม้ที่เธอคิด มันก็ไม่เคยจะเป็นสิ่งเดียวกัน..... ดอกไม้เป็นเพียงมโนภาพจากความทรงจำที่เธอสร้างเพื่อใช้แทนค่าให้กับสิ่งสดใหม่ที่อยู่ตรงหน้าของเธอ.....ความสดใหม่ ที่ไม่ใช่ปัจจุบันขณะแต่มันคือความสดใหม่ในความเป็นอย่างนั้นอยู่เสมอ.....แต่เมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกหรือรับรู้ได้ต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เมื่อนั้นปัจจุบันของเธอจึงมีขึ้น..... หากเธอตระหนักรู้ได้ถึงดอกไม้ที่เธอคิดและเห็นมันแยกออกจากกันกับสิ่งที่เธอเห็นและเห็นว่าตัวเธอเองกับดอกไม้นั้นเป็นของสิ่งเดียวกัน เมื่อนั้นความเป็นอิสระหลุดพ้นจากมายาอันเพ้อเจ้อของโลกแห่งความคิดก็มีขึ้นกับเธอ.....